Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
3 ความเชื่อผิดๆ ในการล้างรถยนต์ที่ทำลายสีผิวโดยไม่รู้ตัว

3 ความเชื่อผิดๆ ในการล้างรถยนต์ที่ทำลายสีผิวโดยไม่รู้ตัว

7 มิ.ย. 69
12:00 น.
แชร์

การล้างรถยนต์ด้วยตนเองในวันหยุดสุดสัปดาห์ถือเป็นกิจกรรมยอดนิยมของคนรักรถจำนวนมาก เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเข้าร้านคาร์แคร์แล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีในการสำรวจความสมบูรณ์ของตัวถังภายนอก ทว่าภายใต้ขั้นตอนที่ดูเหมือนง่ายดายเหล่านั้น กลับมีรายละเอียดทางเคมีและฟิสิกส์ผิวสัมผัสซ่อนอยู่ หลายคนมักใช้วิธีการล้างรถตามความเคยชินหรือหยิบยืมสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนมาประยุกต์ใช้งาน โดยหารู้ไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นกำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชั้นแล็กเกอร์เคลือบเงา จนทำให้รถยนต์คันโปรดหมดความเงางามก่อนเวลาอันควร

1. ความเชื่อเรื่องการใช้น้ำยาล้างจานมาทำความสะอาดตัวถัง

ข้อผิดพลาดอันดับต้นๆ ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการนำน้ำยาทำความสะอาดภาชนะในครัวเรือนมาใช้แทนแชมพูล้างรถยนต์โดยเฉพาะ ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาวดังนี้

  • น้ำยาล้างจานถูกออกแบบมาให้มีค่าความเป็นด่างสูงและมีคุณสมบัติทางเคมีในการขจัดคราบไขมันอย่างรุนแรง
  • เมื่อนำมาล้างรถยนต์ สารเคมีนี้จะเข้าไปล้างทำลายชั้นไขมันของ "แว็กซ์" (Wax) หรือน้ำยาเคลือบแก้วที่เคลือบปกป้องสีรถออกไปจนหมดสิ้น
  • การสูญเสียชั้นเคลือบปกป้องจะทำให้ผิวสีของรถยนต์สัมผัสกับแสงแดดและรังสี UV โดยตรง ส่งผลให้สีรถซีดจางและหมองลงอย่างรวดเร็ว
  • เนื้อยางขอบกระจกและใบปัดน้ำฝนที่สัมผัสกับสารเคมีประเภทนี้บ่อยๆ จะเกิดอาการแห้งกรอบและเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด
  • วิธีที่ถูกต้องคือการเลือกใช้แชมพูล้างรถที่มีค่า pH เป็นกลาง (pH-Balanced) เพื่อขจัดสิ่งสกปรกโดยไม่ทำลายสารเคลือบเงา

2. มหันตภัยจากผ้าผืนเดียวและการเช็ดรถเป็นวงกลม

ขั้นตอนการเช็ดแห้งและการเลือกใช้ประเภทของผ้าเป็นจุดกำเนิดหลักของปัญหารอยขีดข่วนขนาดเล็กบนตัวถัง หรือที่คนในวงการรถยนต์เรียกว่า "รอยขนแมว"

  • การใช้ผ้าเช็ดรถเพียงผืนเดียวตั้งแต่ขั้นตอนการเช็ดล้อแม็กไปจนถึงการเช็ดฝากระโปรงหน้า จะทำให้เศษเม็ดทรายขนาดเล็กที่ติดอยู่ตามผ้าไปขูดขีดผิวสีส่วนอื่น
  • พฤติกรรมการเช็ดรถด้วยการหมุนมือเป็นวงกลม เป็นการกระจายแรงกดและทำให้เศษฝุ่นลากตัดกับเนื้อสีจนเกิดเป็นรอยวงกลมสะท้อนแสงที่แก้ไขได้ยาก
  • ผ้าชามัวร์แบบดั้งเดิมมีคุณสมบัติซับน้ำได้ดีเยี่ยม แต่ไม่มีช่องว่างซ่อนฝุ่น หากมีเม็ดทรายหลุดรอดเข้ามา ผ้าชามัวร์จะลากทรายเหล่านั้นไปบนผิวรถทันที
  • แนวทางที่ถูกต้องคือการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หนานุ่มอย่างน้อย 2 ถึง 3 ผืนแยกส่วนการเช็ด และใช้วิธีซับน้ำหรือเช็ดลากเป็นเส้นตรงไปในทิศทางเดียว
  • การล้างผ้าและชุบน้ำสะอาดสลับกันในถังแยก (ระบบสองถัง: ถังน้ำแชมพู และถังน้ำล้างผ้า) จะช่วยลดการสะสมของเศษสิ่งสกปรกบนเนื้อผ้าได้ดีที่สุด

3. การล้างรถยนต์กลางแดดจัดเพื่อหวังให้รถแห้งไว

สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของประเทศไทยทำให้หลายคนเลือกที่จะล้างรถยนต์ในเวลาเที่ยงวันเพราะคิดว่าจะช่วยให้หยดน้ำระเหยแห้งไปเองโดยไม่ต้องเปลืองแรงเช็ด

  • ในทางฟิสิกส์ หยดน้ำที่เกาะอยู่บนตัวถังรถยนต์ท่ามกลางแสงแดดจัดจะทำหน้าที่เหมือน "แว่นขยาย" ที่รวมแสงและรังสีความร้อนลงบนผิวสี
  • อุณหภูมิที่พุ่งสูงบริเวณใต้หยดน้ำจะทำให้สารเคมีและแร่ธาตุในน้ำเกิดการตกตะกอนขอบแข็ง กลายเป็น "คราบน้ำฝังลึก" (Water Spots) ที่ล้างไม่ออก
  • แชมพูล้างรถที่ฉีดทิ้งไว้จะแห้งตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นคราบด่างเคมีทิ้งไว้บนโครงสร้างเหล็กและกระจก
  • ตัวถังรถยนต์ที่ร้อนจัดเมื่อสัมผัสกับน้ำเย็นทันที อาจทำให้เกิดการหดตัวของชิ้นส่วนโลหะและชั้นสีอย่างกะทันหัน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการยึดเกาะของโมเลกุลสี
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำความสะอาดรถยนต์คือช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่แดดร่มลมตก และควรทำในพื้นที่ร่มที่มีหลังคาบังแดด

การดูแลรักษาความเงางามอย่างถูกวิธี

การล้างรถยนต์ให้สะอาดและปลอดภัยจึงต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องเคมีภัณฑ์และพฤติกรรมทางกายภาพอย่างถูกต้อง การเลิกใช้น้ำยาล้างจาน หลีกเลี่ยงการล้างรถกลางแสงแดดจ้า และเปลี่ยนมาใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดตามแนวเส้นตรง จะช่วยปกป้องชั้นแล็กเกอร์ของตัวถังให้มีความเงางามสะท้อนแสงอยู่เสมอ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ย่อมช่วยรักษาคุณค่าและมูลค่าทางสายตาของรถยนต์คันโปรดให้ดูใหม่อยู่เสมอโดยไม่ต้องพึ่งพาการขัดเคลือบสีราคาแพงในอนาคต

แชร์
3 ความเชื่อผิดๆ ในการล้างรถยนต์ที่ทำลายสีผิวโดยไม่รู้ตัว