
ในยุคที่เราต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 หลายคนอาจกังวลเรื่องสุขภาพปอดเป็นอันดับแรก แต่รู้หรือไม่ว่า "สุขภาพรถ" ของคุณก็กำลังถูกคุกคามไม่แพ้กัน ฝุ่นละอองขนาดจิ๋วเหล่านี้ไม่ได้แค่เกาะอยู่บนผิวรถให้ดูสกปรกเท่านั้น แต่มันมีความคมและอาจมีฤทธิ์เป็นกรดสะสม เมื่อรวมตัวกับความชื้นหรือน้ำค้าง จะกลายเป็นคราบฝังลึกที่กัดกร่อนชั้นแลคเกอร์รถยนต์ได้ในระยะยาว
การล้างรถจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่างในวันหยุด แต่มันคือการทำความสะอาดเชิงรุกเพื่อปกป้องสีรถให้คงทน วันนี้เราจะพาไปดูขั้นตอนการล้างรถแบบละเอียด ตั้งแต่อุปกรณ์ยันเทคนิคการเช็ด เพื่อให้รถของคุณสวยเด่นกว่าใครบนท้องถนน
ก่อนจะเริ่มฉีดน้ำ การมีอาวุธที่ถูกต้องจะช่วยลดโอกาสเกิด "รอยขนแมว" ได้มากกว่า 80%
ขั้นที่ 1: การฉีดน้ำไล่สิ่งสกปรก (Pre-Wash)
เริ่มจากการฉีดน้ำไล่จาก บนลงล่าง การใช้แรงดันน้ำจะช่วยชะล้างฝุ่น PM 2.5 และเม็ดทรายที่เกาะอยู่ออกไปก่อน หากคุณข้ามขั้นตอนนี้แล้วเอาถุงมือไปถูเลย เม็ดทรายเหล่านั้นจะทำหน้าที่เหมือนกระดาษทรายเบอร์ละเอียด ขัดรถจนเกิดรอยขนแมวทันที
ขั้นที่ 2: ล้างล้อและซุ้มล้อก่อนเสมอ
เหตุผลที่ต้องล้างล้อก่อน เพราะล้อเป็นส่วนที่สกปรกที่สุด หากล้างตัวรถก่อนแล้วค่อยมาล้างล้อ สิ่งสกปรกจากล้ออาจกระเด็นกลับไปโดนตัวรถที่สะอาดแล้วได้
ขั้นที่ 3: การลงแชมพูด้วยระบบ "บนลงล่าง"
จุ่มถุงมือลงในถังแชมพู ล้างจาก หลังคา > กระจก > ฝากระโปรง > ส่วนกลางรถ > และส่วนล่างสุด > Trick เมื่อถูเสร็จหนึ่งส่วน ให้เอาถุงมือไปแกว่งล้างในถังน้ำสะอาดก่อน แล้วค่อยจุ่มถังแชมพูใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าถุงมือจะไม่มีเศษดินติดไปถูส่วนอื่นต่อ
ขั้นที่ 4: การล้างน้ำออก
อย่าปล่อยให้แชมพูแห้งคาตัวรถเด็ดขาด เพราะจะเกิดคราบสบู่ที่ล้างออกยาก ฉีดน้ำไล่ฟองออกให้หมดจากบนลงล่างเช่นเดิม
ขั้นตอนนี้สำคัญมาก หลายคนล้างสะอาดแต่ตกม้าตายตอนเช็ดจนเกิดรอย
เมื่อรถสะอาดไร้ฝุ่น PM 2.5 แล้ว ควรลงน้ำยาเคลือบสี เพื่อสร้างชั้นฟิล์มบางๆ ปกป้องสีรถจากรังสี UV และทำให้ฝุ่นเกาะได้ยากขึ้นในครั้งต่อไป รถจะล้างง่ายขึ้นมากในระยะยาว
การล้างรถอย่างถูกวิธีไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่มันคือ การถนอมมูลค่าของรถ ในสภาวะอากาศที่มีทั้งฝุ่น PM 2.5 เขม่าควัน และฝนกรด การหมั่นล้างรถสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะช่วยลดการสะสมของสารกัดกร่อน และทำให้รถของคุณดูใหม่อยู่เสมอเสมือนเพิ่งขับออกจากโชว์รูม