
เคยไหมที่ขับรถอยู่บนถนนที่รถติดขัด แล้วตัดสินใจเปลี่ยนเลนเพราะเห็นว่าเลนข้างๆ ไหลลื่นกว่า แต่พอเปลี่ยนปุ๊บ เลนเดิมกลับเริ่มวิ่งฉิว ส่วนเลนที่เราเพิ่งย้ายไปกลับหยุดนิ่งสนิท?
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ "โชคไม่ดี" แต่มันคือการผสมผสานระหว่าง คณิตศาสตร์ ความน่าจะเป็น และกลไกทางจิตวิทยา ที่หลอกล่อสมองของเราให้รู้สึกเหมือนเป็นผู้แพ้บนถนนเสมอ
นี่คือบทสรุปว่าทำไม "เลนข้างๆ ถึงเร็วกว่าเสมอ" ในสายตาเรา
สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบันทึกสถิติอย่างเป็นกลาง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ จดจำความเจ็บปวดหรือความหงุดหงิด
เราจดจำทุกครั้งที่ถูกแซงได้แม่นยำกว่าครั้งที่เราเป็นฝ่ายแซง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า "เราเลือกเลนผิดตลอด" ทั้งที่ในความเป็นจริง สัดส่วนอาจจะพอๆ กัน
นักฟิสิกส์อย่าง Redelmeier และ Tibshirani เคยตีพิมพ์บทความในวารสาร Nature เพื่ออธิบายเรื่องนี้ด้วยหลักสถิติที่น่าสนใจมาก
สมมติว่ามี 2 เลน คือ เลน A และ เลน B
ดังนั้น "เวลาเฉลี่ย" ที่คุณใช้ในการจ้องมองรถเลนอื่นแซงคุณ จึงมากกว่าเวลาที่คุณใช้ในการแซงคนอื่นเสมอ มันคือ ความเหลื่อมล้ำของเวลาในการสังเกต ที่ทำให้เรารู้สึกพ่ายแพ้
หากถนนมี 3 เลน ความเป็นจริงทางคณิตศาสตร์คือ
ดังนั้น ในเชิงสถิติเพียวๆ มันมีโอกาสมากกว่าเสมอที่คุณจะเห็นเลนอื่น (ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา) เคลื่อนที่เร็วกว่าเลนที่คุณอยู่ปัจจุบัน
ในเชิงวิศวกรรมจราจร เลนที่ดูเหมือนจะเร็วมักจะเป็นเลนที่มีความเสี่ยงจะหยุดชะงักได้ง่ายกว่า เช่น เลนขวาสุดที่มักจะมีรถแทรกเข้าหรือมีรถรอเลี้ยว
เมื่อรถในเลนหนึ่งเริ่มชะลอตัว มันจะเกิด "คลื่นการจราจร" (Traffic Wave) รถคันหลังจะเบรกแรงกว่าคันหน้าต่อกันไปเป็นทอดๆ แม้สาเหตุที่ทำให้รถติดตอนแรกจะหายไปแล้ว แต่คลื่นเบรกยังคงอยู่ และคุณอาจจะติดอยู่ในคลื่นนั้นในขณะที่เลนข้างๆ หลุดพ้นจากคลื่นไปแล้ว
มนุษย์เกลียดการสูญเสียมากกว่าชอบการได้มา (Loss Aversion) การถูกรถเลนข้างๆ แซง 1 คัน ให้ความรู้สึกเชิงลบที่รุนแรงกว่าความรู้สึกเชิงบวกเวลาที่เราแซงรถคันอื่นได้ 5 คันเสียอีก
ความเจ็บใจนี้ทำให้เราตัดสินใจ "เปลี่ยนเลน" ซึ่งบ่อยครั้งการเปลี่ยนเลนในขณะที่รถติดขัด กลับเป็นการสร้างแรงต้าน (Turbulence) ให้กับการไหลของจราจร ทำให้ทั้งเลนที่คุณเพิ่งจากมาและเลนที่เพิ่งเข้าไปช้าลงกว่าเดิมทั้งคู่
นักวิจัยสรุปว่า "การอยู่เลนเดิม" มักจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว เพราะ
ครั้งหน้าที่คุณรู้สึกว่า "เลนข้างๆ เร็วกว่า" ให้บอกตัวเองว่า นั่นคือภาพลวงตาทางจิตวิทยา หายใจลึกๆ เปิดเพลงที่ชอบ แล้วปล่อยให้สถิติทำงานของมันไป