
ในยุคที่เราสามารถสั่งการรถยนต์ด้วยเสียง รถสามารถขับเคลื่อนได้เองด้วย AI และภายในห้องโดยสารเงียบสนิทราวกับอยู่ในห้องสมุด แต่ภาพที่เห็นบนท้องถนนกลับกลายเป็นว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials จำนวนไม่น้อยที่ยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อครอบครองรถยนต์เหลี่ยมจัดจากยุค 80s หรือรถสปอร์ตดิบๆ จากยุค 90s ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นที่หมุนเวียนมาแล้วก็ไป แต่มีรากฐานมาจากจิตวิทยาและความโหยหาในสิ่งที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ไม่ได้
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปัจจุบันอาจจะเร่งแรงกว่าและฉลาดกว่ารถทุกคันในอดีต แต่นั่นกลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะความเงียบและราบเรียบเกินไปทำให้ "จิตวิญญาณ" ของการขับขี่หายไป สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับหน้าจอสัมผัสและโลกดิจิทัล การได้กลับไปจับพวงมาลัยที่หนักแน่น ได้ยินเสียงเครื่องยนต์คำราม และการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง กลายเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และ "จริง" (Authentic) ยิ่งกว่าสิ่งใด
นักจิตวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจาก Digital Fatigue เมื่อทุกอย่างในชีวิตประจำวันถูกรวบไปอยู่ในสมาร์ทโฟนและคลาวด์ มนุษย์จะเริ่มโหยหาสิ่งที่มี "น้ำหนัก" มี "กลิ่น" และมี "เสียง" ที่เป็นธรรมชาติ รถยนต์ยุคเก่าที่มีกลิ่นน้ำมันจางๆ และเสียงกลไกที่ทำงานร่วมกัน จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการทำ "Analog Detox" ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้หลุดพ้นจากโลกที่หมุนเร็วเกินไปมาอยู่กับปัจจุบันขณะ
ความนิยมรถยุคเก่าในหมู่คนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการค้นหา "ความสมดุล" ในวันที่รถยนต์กำลังจะกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยุคเก่าจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่เศษเหล็ก แต่เป็น "งานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้" และเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่เชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันไว้ด้วยกัน