Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สีรถมีผลต่อความร้อนจริงไหม? เจาะลึกการสะสมความร้อนของรถสีดำ vs สีขาว

สีรถมีผลต่อความร้อนจริงไหม? เจาะลึกการสะสมความร้อนของรถสีดำ vs สีขาว

6 พ.ค. 69
12:00 น.
แชร์

ความเชื่อที่ว่าสีของรถยนต์ส่งผลต่อระดับความร้อนภายในห้องโดยสารเป็นประเด็นที่ได้รับการถกเถียงและทดสอบทางวิทยาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยที่แสงแดดมีความเข้มข้นสูง สีของตัวถังรถยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังมีคุณสมบัติทางกายภาพในการสะท้อนหรือดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์ที่แตกต่างกันออกไป การเลือกสีรถจึงอาจส่งผลโดยตรงต่อภาระการทำงานของระบบปรับอากาศและความคงทนของวัสดุภายในห้องโดยสาร การทำความเข้าใจกลไกการถ่ายเทความร้อนผ่านชั้นสีจะช่วยให้ผู้ซื้อรถสามารถตัดสินใจเลือกสีที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและสภาพอากาศได้อย่างเหมาะสมที่สุด

หลักการดูดซับแสงและรังสีความร้อน

วัตถุสีดำหรือสีเข้มมีคุณสมบัติในการดูดซับรังสีในย่านความถี่ของแสงที่ตามองเห็นและรังสีอินฟราเรดได้มากกว่าวัตถุสีขาว ในขณะที่สีขาวจะสะท้อนรังสีส่วนใหญ่ออกไป จากการทดสอบพบว่าเมื่อจอดรถตากแดดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง อุณหภูมิบนพื้นผิวตัวถังของรถสีดำอาจสูงกว่ารถสีขาวได้ถึง 15 ถึง 25 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนจากพื้นผิวนี้จะถูกถ่ายเทผ่านโครงสร้างเหล็กเข้าสู่ภายในห้องโดยสารผ่านการนำความร้อนและการแผ่รังสี

ความแตกต่างของอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร

แม้ว่าอุณหภูมิบนผิวตัวถังจะต่างกันมาก แต่อุณหภูมิอากาศภายในห้องโดยสารของรถสีดำจะสูงกว่ารถสีขาวประมาณ 2 ถึง 5 องศาเซลเซียส เท่านั้น เนื่องจากปัจจัยหลักของความร้อนภายในมาจากรังสีที่ผ่านเข้าทางกระจก อย่างไรก็ตามความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้ส่งผลให้ระบบแอร์ในรถสีดำต้องทำงานหนักกว่าเพื่อลดอุณหภูมิลงมาในระดับที่เหมาะสม

  • สเปกการสะท้อนความร้อนของสีรถ
  • รถสีขาวสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ได้ประมาณร้อยละ 60 ถึง 80
  • รถสีดำสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ได้เพียงร้อยละ 5 ถึง 10
  • สีบรอนซ์เงินและสีเทาอ่อนมีค่าการสะท้อนความร้อนใกล้เคียงกับสีขาว
  • สีโทนเข้ม เช่น น้ำเงินเข้ม หรือเทาดำ มีการดูดซับความร้อนใกล้เคียงกับสีดำ

ผลกระทบระยะยาวต่อชิ้นส่วนรถยนต์

รถสีเข้มที่มีการสะสมความร้อนสูงกว่าจะส่งผลให้ชั้นแลกเกอร์และสีเคลือบเสื่อมสภาพเร็วกว่า โดยมักพบอาการสีซีดหรือ "สีตาย" ได้เร็วกว่ารถสีอ่อน นอกจากนี้ความร้อนที่สะสมใต้ฝากระโปรงรถสีดำจะทำให้อุปกรณ์พลาสติกและท่อยางในห้องเครื่องกรอบตัวได้ง่ายขึ้น

  • ราคาเคลือบเซรามิกป้องกันรังสียูวีเริ่มต้นประมาณ 8,000 ถึง 30,000 บาท
  • ราคาแผ่นฉนวนกันความร้อนใต้ฝากระโปรงเริ่มต้นประมาณ 600 ถึง 1,500 บาท

การเลือกฟิล์มกรองแสงเพื่อชดเชยสีรถ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสีเข้มแต่กังวลเรื่องความร้อน สามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือกติดตั้งฟิล์มกรองแสงที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อลดการแผ่รังสีจากกระจกซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ความร้อนเข้าสู่ตัวรถ

  • สเปกฟิล์มที่แนะนำสำหรับรถสีเข้ม
  • ค่าการลดความร้อนรวม (TSER) ควรมากกว่าร้อยละ 60
  • การป้องกันรังสีอินฟราเรด (IRR) ควรอยู่ที่ร้อยละ 90 ขึ้นไป
  • ราคาติดตั้งฟิล์มเกรดพรีเมียมรอบคันเริ่มต้นประมาณ 12,000 ถึง 28,000 บาท

การบำรุงรักษาสีรถแต่ละประเภท

รถสีดำต้องการการดูแลเป็นพิเศษในหน้าร้อน การเคลือบแว็กซ์ที่มีส่วนผสมของสารป้องกันรังสียูวีจะช่วยสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เพื่อสะท้อนแสงแดดและลดการสะสมความร้อนที่ผิวหน้าสัมผัสได้ในระดับหนึ่ง ในขณะที่รถสีขาวควรระวังเรื่องคราบเหลืองจากแสงแดดซึ่งแก้ไขได้ด้วยการขัดเคลือบสีตามระยะเวลา

  • ราคาบริการล้างรถและเคลือบแว็กซ์ป้องกัน UV เริ่มต้นประมาณ 400 ถึง 800 บาท

สีรถมีผลต่อความร้อนอย่างชัดเจนโดยเฉพาะอุณหภูมิบนพื้นผิวตัวถัง ซึ่งรถสีดำจะสะสมความร้อนได้มากกว่ารถสีขาวอย่างมีนัยสำคัญ แม้อุณหภูมิภายในห้องโดยสารจะต่างกันไม่มากแต่ส่งผลต่อระยะเวลาการทำความเย็นของแอร์และการเสื่อมสภาพของวัสดุ การเลือกสีรถตามความชอบควบคู่ไปกับการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันความร้อนที่มีคุณภาพจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้รถในสภาพอากาศร้อนจัด

แชร์
สีรถมีผลต่อความร้อนจริงไหม? เจาะลึกการสะสมความร้อนของรถสีดำ vs สีขาว