‘ซัคเคอร์เบิร์ก’ แจงสภาฯ กรณีข้อมูลรั่ว เผยต่อสภา ‘รัสเซีย’ ย่องแฮกเน็ตช่วงเลือกตั้ง

จากปัญหาข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 87 ล้านบัญชีที่รั่วไหลและถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ทำให้เฟซบุ๊กตกที่นั่งลำบาก และ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ต้องเข้าชี้แจงสภาคองเกรสเพราะถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน บรรยากาศที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซีคึกคักเป็นพิเศษ มีกองทัพสื่อมวลชนมารอติดตามความคืบหน้า เนื่องจาก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กมีกำหนดต้องเข้าตอบข้อซักถามของสภา โดยที่บริเวณสนามด้านหน้า กลุ่มนักเคลื่อนไหวได้นำคัทเอาท์ภาพซัคเกอร์เบิร์กจำนวน 100 ตัวมาตั้งไว้ ทุกตัวมีหน้าตาและแต่งตัวเหมือนกันหมด บนเสื้อมีข้อความเขียนว่า “ต้องแก้ไขเฟซบุ๊ก” ไม่ให้สมาชิกถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวได้อีก และทันทีที่ซัคเคอร์เบิร์กเดินทางมาถึง ก็ได้รับการต้อนรับและทักทายจากบรรดาสส.และวุฒิสมาชิก และในแถลงการณ์ เขายืนยันว่าเฟซบุ๊กยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อผู้คนโดยไม่หวังผลกำไร บริษัทไม่ได้ขายข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เพราะต้องการเงิน ขณะเดียวกัน เขาเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่าในรัสเซียมีความพยายามที่จะพัฒนาคนและระบบเพื่อแทรกแซงระบบอินเตอร์เนตในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ เขารับปากว่าพร้อมจะเคารพกฎและข้อบังคับที่ทางการอาจใช้ควบคุมโซเชียลมีเดีย แต่ต้องเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสม เมื่อวานนี้ (10 เม.ย. 61) เป็นการขึ้นให้การวันแรก ซัคเกอร์เบิร์กยังมีกำหนดต้องเข้าชี้แจงต่อในวันนี้ (11 เม.ย. 61) ซึ่งจะตรงกับช่วงกลางคืนตามเวลาในไทย

เตือนภัย! มิจฉาชีพแฮกเฟซบุ๊กไปหลอกยืมเงินญาติ-เพื่อนสนิท เสียหายนับสิบ

ภัยออนไลน์อีกรูปแบบ เมื่อมิจฉาชีพแฮกเฟซบุ๊กสวมเป็นรอยเจ้าของบัญชี ไปยืมเงินผู้อื่นที่เป็นญาติ หรือเพื่อนสนิท จนมีผู้เสียหายมากกว่า 10 ราย ผู้ที่ถูกแฮกรายหนึ่ง มีอาชีพทำธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้ต้องมีการโอนเงินไปยังแหล่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา  โดยมิจฉาชีพแฮกเฟซบุ๊กไปทักญาติสนิท บอกให้โอนเงินค่าวัสดุให้จำนวน 40,000 แล้วจะโอนคืนให้ซึ่งญาติก็ไม่ได้คิดอะไรเนื่องจากก็เคยทำธุรกรรมการเงินให้จึงโอนเงินไปให้ ซึ่งกว่าที่ผูู้กแฮกจะรู้ตัวก็เมื่อมีญาติโทรมาแจ้งว่าจะโอนเงินไปให้ช้าหน่อย จึงเกิดเป็นความสงสัยเนื่องจากตนไม่ได้ไปยืมเงินใคร ตรวจสอบเฟซบุ๊กก็ไม่สามารถเข้าใช้ได้ จึงต้องรีบกระจายข่าวผ่านโซเชียลมีเดียอื่นๆ แต่กว่าที่ข่าวจะถูกกระจายไป ก็มีญาติบางคนที่ได้โอนเงินไปยังมิจฉาชีพคนดังกล่าวแล้ว เมื่อกลุ่มของผู้เสียหายรวมตัวกันและติดต่อไปยังบุคลลที่มีชื่อระบุเป็นเจ้าของบัญชีปลายทาง ก็พบว่าเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่อ้างว่าไม่รู้เห็นในการกระทำนี้ตนมีหน้าที่เพียงรับจ้างรับโอนเงินเท่านั้น โดยเมื่อมีเงินเข้ามาก็จะโอนไปให้มิจฉาชีพผ่านทางระบบทรูมันนี่ ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ให้แนวทางการในกรณีนี้ว่า ให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่เปิดบัญชี หรือบัญชีผู้ต้องหา ซึ่งกรณีนี้ มิจฉาชีพมีมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 9 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และเป็นความผิดยอมความไม่ได้ ทั้งนี้สามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้เลย โดยให้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการให้สั่งฟ้อง ถ้าอัยการดูสำนวนคดีและเห็นว่าหลักฐานเพียงพอต่อการฟ้องร้องก็นำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาล เมื่อศาลนัดสอบจำเลยผู้เสียหายสามารถเขียนคำร้องเข้าไปเป็นโจทก์ร่วม และเขียนคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาในส่วนของคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนได้เลย ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ […]

ผู้ว่าชุมพร เดือด ถูกแฮกเฟซบุ๊ก อินบ๊อกซ์ ขอยืมเงินไปทั่ว

  10พ.ค.60 นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ตนถูกผู้ไม่หวังดี แฮกเฟซบุ๊ก โดยเหตุเกิดเมื่อวานที่ผ่านมา มีเพื่อนๆหลายคนในเฟซบุ๊ก ได้โทรศัพท์มาสอบถามเรื่องเงินที่ตนจะขอยืม เป็นจริงหรือไม่ ซึ่งตนเองก็รู้สึกงง กับคำถาม จนทราบว่า มีผู้ไม่หวังดีได้แฮกเฟซบุ๊กของตนเองแล้ว โดยบุคคลดังกล่าวได้อินบ๊อกซ์เข้าไปทักส่วนตัวในเพื่อนๆ แล้วพยายามคุยตีสนิท ก่อนจะเปิดประเด็นขอยืมเงิน ซึ่งมีหลายคนได้แจ้งมาว่าได้ถูกบุคคลดังกล่าวยืมเงิน จำนวนรายละ 4-5 หมื่นบาท โดยให้โอนผ่านบัญชี 926-0-19748-1 ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งระบุชื่อ น.ส.เพ็ญศรี ศรีเพชร แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นสาขาไหน เนื่องจากยังไม่มีเพื่อนคนไหนโอนเงินไปให้ พอเกิดเหตุดังกล่าว สร้างความเสื่อมเสียให้กับตนเองและครอบครัว จึงได้โพสต์แจ้งข้อความทางเฟซบุ๊กเตือนเพื่อนๆในกลุ่ม อย่าหลงเชื่อและโอนเงินโดยเด็ดขาด พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เบื้องต้น ตำรวจตรวจสอบพบว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ น.ส.เพ็ญศรี ศรีเพชร มีชื่อคล้ายกัน 8 คน มีภาคใต้ จำนวน 5 คน อาศัยอยู่ใน จ.สุราษฎร์ธานี 1 คน จ.ตรัง 2 […]

keyboard_arrow_up