โมซัมบิก หวั่นเหยื่อผู้เสียชีวิตจาก ‘ไซโคลนอิดาอี’ ทะลุ 1 พันราย

จากรณีพายุไซโคลนอิดาอี พัดถล่มหลายประเทศในทวีฟแอฟริกา ทางการโมซัมบิก หวั่นว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุพายุไซโคลนพัดถล่มอาจพุ่งสูงกว่า 1000 ราย ขณะที่มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วหลายสิบราย และอีกกว่า 200 สูญหายในซิมบับเว โดยเมืองเบียรา ทางตอนกลางของโมซัมบิก ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุไซโคลน อิดาอี ก่อนที่พายุลูกนี้ จะพัดเข้าสู่ซิมบับเว ส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรง และน้ำท่วมฉับพลัน ทำลายถนนและบ้านเรือนของประชาชน ประธานาธิบดี โมซัมบิก ระบุในแถลงการณ์ที่ถ่ายอดทั่วประเทศว่า ขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว 84 ราย แต่หลังจากทางการบนสำรวจพื้นที่เสียเมื่อช่วงเช้าวานนี้ พบว่าอาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย พายุลูกนี้ จึงเป็นภัยพิบัติทางมนุษยธรรม โดยประชาชนกว่า 1 แสนคนยังตกอยู่ในอันตราย ผู้นำโมซัมบิก เสริมว่า บรรดาผู้รอดชีวิต หนีขึ้นไปหลบภัยบนต้นไม้ระหว่างรอการช่วยเหลือ โดยภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นกลุ่มประชาชน ติดอยู่บนหลังคาของบ้าน ที่ระดับน้ำท่วมถึงหน้าต่าง ข้อมูลล่าสุด ระบุว่า พื้นที่ราว 90 เปอร์เซ็นต์ของเมืองเบียรา ที่มีประชากรราว 5 แสน 3 หมื่นคน และพื้นที่โดยรอบ ได้รับความเสียหาย หรือถูกทำลาย […]

พายุไซโคลน ‘อิดาอี’ ถล่มซิมบับเว เกิดน้ำท่วมรุนแรง ดับแล้ว 64 ราย

จากกรณีเหตุน้ำท่วมรุนแรงทางตะวันออกของเมืองชิปิงเก ประเทศซิมบับเว เมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 16-17 มี.ค. ผ่านมา อันเนื่องมาจากพายุไซโคลน อิดาอี  โดยพายุฤดูร้อนลูกนี้พัดถล่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาลาวี และโมซัมบิกมาแล้ว และส่งผลให้โมซัมบิกต้องตัดกระแสไฟฟ้าที่ส่งออกไปยังแอฟริกาใต้ จนเป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าดับในประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมมากที่สุดของทวีปแอฟริกา พายุไซโคลน อิดาอี ถือเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดที่พัดถล่มซิมบับเว นับตั้งแต่พายุไซโคลนลูกใหญ่ที่พัดถล่มในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งทำให้พื้นที่ทางตะวันออกและตอนใต้ของซิมบับเวได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ ซิมบับเวเผชิญภัยแล้งรุนแรง ที่ทำลายพืชผลทางการเกษตร โดยสำนักงานด้านมนุษยธรรมขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ประชาชน 5.3 บ้านคน จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ฝูงควายในแอฟริกาวิ่งหนีสิงโต ตกลงแม่น้ำตายกว่า 400 ตัว

เจ้าหน้าที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง พบฝูงควายลอยกระจัดกระจายอยู่ในแม่น้ำเมื่อวันพุธ(8 พ.ย.) ที่ผ่านมา โดยกระทรวงการท่องเที่ยวบอตสวานาระบุในแถลงการณ์ว่า ควายราว 400 ตัว จมน้ำตาย หลังวิ่งเหยียบกรูลงไปในแม่น้ำโชเบ บริเวณพรมแดนระหว่างบอตซาวานา และนามิเบีย ทวีปแอฟริกา ขณะวิ่งหนีการไล่ล่าของสิงโตไหลผ่านพรมแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาติโชเบ ซึ่งเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของช้าง ยีราฟ และควายแอฟริกา ซึ่งทำให้บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของทวีปแอฟริกา แถลงการณ์ของกระทรวงการท่องเที่ยวบอตสวานา ระบุว่า การสืบสวนเบื้องต้น โดยทางการบอตสวานาและนามิเบีย เผยว่า ฝูงควายขนาดใหญ่มากกำลังเล็มหญ้าอยู่ในนามิเบีย ก่อนวิ่งกรูกันลงไปในแม่น้ำโชเบ โดยพวกมันเหยียบกันและพลัดตกลงจากริมตลิ่งที่มีความชัน ขณะที่สื่อท้องถิ่นของนามิเบีย รายงานว่า โศกนาฏกรรมควายตายหมู่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงคืนวันอังคารที่ผ่านมา ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ชมนาที 3 นักรบมาไซ เดินอาดๆ เข้าไปแย่งเหยื่อจากฝูงสิงโต 15 ตัว

ถึงจะดูไม่น่าใช่เรื่องฉลาดนัก ที่คิดจะเข้าไปแย่งเหยื่อสิงโตหิวที่กำลังขย้ำเหยื่ออยู่ทั้งฝูง แต่ถ้าบังเอิญคุณเกิดหลงป่าและจำต้องหาอะไรประทังชีวิต เคล็ดลับการเอาตัวรอดของชาวมาไซจากทุ่งหญ้าแอฟริกาอาจช่วยคุณได้ เพราะถึงพวกเขาจะล่าสัตว์ไม่ได้ แต่ถ้ามีสิงโตสักฝูงล่าได้ พวกเขาก็มีโอกาสได้อิ่มท้องไปด้วย อย่างเช่นในคลิปวิดีโอข้างล่างนี้ ถึงจะบอกว่าน่าลอง แต่วิธีนี้ไม่ใช่ของที่ใครจะทำก็ได้ เพราะนอกจากต้องมีประสบการณ์แล้ว และอาศัยความกล้ามหาศาลที่จะไม่แสดงความกลัวต่อหน้านักล่าทั้งฝูงแล้ว ชาวมาไซยังต้องคอยสังเกตพฤติกรรมสิงโตทั้งฝูงเพื่อให้มั่นใจว่าพวกมันพอใจกับเหยื่อไปพอสมควรแล้ว และจะไม่รู้สึกหวงเหยื่อซะจนหันมาโจมตีพวกเขา เพราะถึงสิงโตจะมีความหวาดกลัวชาวมาไซอยู่แล้ว แต่ถ้ามันหิวมากๆ วิธีนี้ก็อาจไม่ได้ผลเช่นกัน และแน่นอนว่าวิธีนี้ไม่สามารถทำด้วยตัวคนเดียวได้เช่นกัน

จะเป็นยังไง…หากชาวพื้นเมืองแอฟริกัน ได้รู้จักกับเทคโนโลยีจากโลกภายนอก

ไม่เพียงจะเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่แอฟริกายังคงเป็นประเทศในเขตทุรกันดารที่ห่างไกลความเจริญจากสังคมสมัยใหม่อย่างมาก และแม้ว่าทุกวันนี้จะมีหลายชนเผ่าที่เริ่มเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จากโลกภายนอกมากขึ้น และนำสิ่งเหล่านั้นมาผสมผสานกับการอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า วีถีชีวิต และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพวกเขาก็กำลังถูกกลืนด้วยเทคโนโลยีจากโลกภายนอก ที่โถมเข้าใส่ราวกับคลื่นลูกใหม่ซึ่งทับแทนที่คลื่นลูกเก่า จนอดคิดไม่ได้เช่นกันว่า…วันหนึ่งสมดุลระหว่างวัฒนธรรมและความก้าวหน้านี้ ก็อาจพังทลายลงมาก็เป็นได้

ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์! เผยภาพการหัดจับปลาในแอ่งโคลนของเสือดาวหนุ่ม

แม้จะเป็นนักล่าอันดับต้นๆ ของแอฟริกา ที่สามารถล่าสัตว์ขนาดใหญ่กว่าตัวเองและลากขึ้นกินบนต้นไม้ได้ แต่กว่าจะถึงจุดนั้น เสือดาวเองต้องผ่านการฝึกปรือการล่าเป็นเวลาหลายปีก่อนจะได้เป็นนักล่าผู้ชำนาญ และในช่วงเวลานั้นพวกมันยังต้องผ่านการเอาตัวรอดในฤดูการที่ยากลำบากอย่างช่วงหน้าแล้ง ที่มีสภาพอากาศร้อนจัดจนฝูงสัตว์ที่เป็นอาหารเริ่มหายาก และทำให้มันต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปหาอาหารแบบอื่นแทน อย่างเช่นเจ้าเสือดาวหนุ่มที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบอตสวานาตัวนี้ ที่ต้องหันมาล่าปลาดุกที่ซ่อนตัวในแอ่งโคลนแทนสัตว์กินพืชที่ย้ายไปหาแหล่งอาหารใหม่ แม้งานนี้จะฟังดูง่ายๆ แต่ด้วยความไร้ประสบการณ์และยังมองไม่เห็นตัวปลา แถมการเดินลงไปแอ่งโคลนแฉะๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่สัตว์ตระกูลแมวส่วนใหญ่ชอบซะด้วย ทำให้เจ้าเสือหนุ่มต้องเจอกับงานที่ยากยิ่งกว่าการกระโจนลงจากต้นไม้เพื่องับตัวอิมพาลาที่มันถนัดซะอีก และนั่นทำให้การจับปลาแค่ตัวเดียวลงเอยด้วยสภาพแบบนี้ ที่มา – telegraph.co.uk

ดุเดือด! ช้างชนช้างแย่งชิวตัวเมีย บาดเจ็บ-งาหักเลือดสาด สัตวแพทย์จ่อรักษาหากหายตกมัน

เมื่อวันที่ 7 ก.พ.61 เกิดเหตุการณ์ช้างป่าสองตัวต่อสู้กันบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บริเวณโป่งทุ่งกวาง ซึ่งนักปั่นจักรยานได้ผ่านมาเจอและรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเหตุการณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานคอยควบคุมทั้งช้างและคนอยู่ห่างๆ สำหรับสาเหตุเจ้าหน้าที่คาดว่าช้างได้ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงช้างตัวเมียและแย่งชิงอาณาเขตถิ่นอาศัย แต่ที่น่าตกใจคือช้างป่าหนึ่งในนั้นงาช้างข้างซ้ายความยาวประมาณเกือบเมตรหักลง และช้างได้รับบาดเจ็บมีเลือดหยดตามพื้นเป็นจำนวนมาก ด้าน นายณัฐพนธ์ พันธ์ธรรม นักปั่นจักรยานชาวปราจีนบุรีที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ว่า ตนเองพร้อมด้วยนายณัฐดนัย สุพรรณพันธุ์ ได้ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานขึ้นมาตามเส้นทางบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุที่อยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำสายศร ได้สังเกตเห็นช้างป่าอยู่ด้านหน้าจึงได้หยุดรถ พร้อมกับเจ้าหน้าที่อุทยานที่เดินทางมาถึงพอดี ได้สังเกตเห็นช้างมีอาการบาดเจ็บจากงาที่หัก และมีเลือดไหลอยู่ตลอด จึงได้นำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพเหตุการณ์ โดยที่บริเวณป่าด้านข้างยังมีช้างป่าที่มีขนาดใหญ่กว่าอีกหนึ่งตัว ซึ่งเป็นคู่กรณีกันกับตัวที่บาดเจ็บ แต่ไม่ได้เข้าไปใกล้ เพราะเกรงอันตราย ขณะที่เฟซบุ๊กส่วนตัว นายภัทรพล มณีอ่อน หรือหมอล็อต ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า เป็น”สังเวียนนักสู้” การต่อสู้ของช้างป่า เพื่อแย่งการผสมพันธุ์ หรือแย่งถิ่นอาศัยที่สมบูรณ์ โดยสู้กันจนถึงขั้นงาหัก ซึ่งไม่ใช่ว่าจะหักกันได้ง่ายๆ และช้างเองก็จะไม่ยอมให้งาของตัวเองหักได้ง่ายๆ แต่อาจจะเป็นเพราะอาหารที่มีไม่เพียงพอ สำหรับงาช้างที่หักนั้น มีน้ำหนักถึง 9.5 กิโลกรัม ได้ทำเป็นบันทึกพร้อมส่งไปเก็บรักษาไว้ที่กรมอุทยานฯ เรียบร้อยแล้ว สำหรับหมอล็อตอาการบาดเจ็บของช้างนั้นทางเจ้าหน้าที่อุทยาน นายสัตวแพทย์ ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) คงต้องเฝ้าดูอยู่ห่างๆ หากช้างเกิดอาการบาดเจ็บรุนแนงชุดสัตวแพทย์จะเข้าดำเนินการรักษาต่อไป

โมโหมาจากไหน…? ช้างป่าแอฟริกัน วิ่งไล่ชนรถ นทท.ซาฟารี จนงาหักได้รับบาดเจ็บ (คลิป)

ชมคลิปวิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์จริงขณะช้างป่าแอฟริกันตัวหนึ่ง วิ่งไล่ชนรถนักท่องเที่ยวป่าซาฟารีด้วยความโมโห จนงาของมันหัก คลิปวิดีโอ ขอบคุณ CGTN รายงานข่าวระบุว่า คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้ได้โดยนักท่องเที่ยวรายหนึ่ง บนรถนักท่องเที่ยวภายในเขตอุทยานแห่งชาติโชเบ้ ในประเทศบอตสวาน่า ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ภาพจากคลิปวิดีโอเผยให้เห็นช่วงเวลาสุดระทึก ขณะที่รถจีปซาฟารีของนักท่องเที่ยวกำลังขับหนีการวิ่งไล่กวดของช้างป่าแอฟริกาตัวนี้ที่แสดงอาการดุร้าย เพราะรถนักท่องเที่ยวล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่หากินของมัน การวิ่งพุ่งชนรถจีปนักท่องเที่ยวอย่างเต็มแรงของเจ้าช้างป่าแอฟริกันตัวนี้ ส่งผลให้งาข้างหนึ่งของมันหักกระเด็น ขณะที่ทางบริษัทนำเที่ยวออกคำแถลงขอโทษที่พวกเขาเป็นต้นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในครั้งนี้ และทำให้ช้างป่าได้รับบาดเจ็บ.

เยอะสุดที่เคยเจอมา!! เซินเจิ้นยึด ‘เกล็ดตัวนิ่ม’ ยัดกระสอบกว่า 11.9 ตัน ลักลอบนำเข้าจากแอฟริกา

นอกจากนอแรดและชิ้นส่วนของเสือแล้ว ตัวนิ่มคือสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มีการลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังมีชีวิต ซากแช่แข็ง หรือชิ้นส่วนต่างๆ ที่ถูกชำแหละตัดแต่งแล้ว และล่าสุดศุลกากรเซินเจิ้นสามารถยึดของกลางเป็นเกล็ดตัวนิ่มที่ลักลอบนำเข้ากว่า 11.9 ตันจากแอฟริกา ซึ่งถือเป็นการค้นพบเกล็ดตัวนิ่มในปริมาณที่มากที่สุด เพราะเกล็ดทั้งหมดนี้ต้องรวบรวมจากตัวนิ่มอย่างน้อย 20,000 ตัวเลยที่เดียว ทั้งนี้ ตัวนิ่มและชิ้นส่วนของตัวนิ่มถูกขึ้นบัญชีเลขที่ 1 (Appendix I) ที่ห้ามไม่ให้มีการซื้อขาย ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และในประเทศไทยเองก็ถูกจัดให้เป็นสัตว์ต้องห้ามนำเข้าหรือนำผ่านตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ที่มา – chinanews.com / wikipedia.org

UP ในชีวิตจริง!! หนุ่มอังกฤษผูกลูกโป่ง 100 ลูกติดเก้าอี้ ลอยเที่ยวบนฟ้า

ทอม มอร์แกน นักผจญภัยชาวอังกฤษวัย 38 ปี ที่ใช้ลูกโป่งฮีเลียม 100 ลูกสีสันสดใส ผูกติดกับเก้าอี้แล้วลอยขึ้นไปเที่ยวบนฟ้าสูงถึง 2,438 เมตร มากกว่าตึกที่สูงที่สุดในโลกที่ดูไบซึ่งสูง 828 เมตร ทอม อธิบายความรู้สึกตอนที่ลอยอยู่บนฟ้าว่าเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ รู้สึกกลัวและลิงโลดไปพร้อมๆ กัน และพอลอยขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิก็เริ่มสูงขึ้นๆ ทำให้อากาศในลูกโป่งขยายตัวจนเขาลอยขึ้นฟ้าเร็วขึ้นไปอีก จนเขาต้องพยายามตั้งสติและจิ้มลูกโป่งให้แตกทีละลูก และสุดท้ายก็กลับลงพื้นดินได้อย่างสวัสดิภาพ ทอม มอร์แกนและทีมงานเคยพยายามจะไปเที่ยวบนฟ้าแบบนี้มาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ จนสุดท้ายพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ผจญภัยจากประเทศบอตสวาน่า เป็นพื้นที่โล่งกว้างในประเทศแอฟริกาใต้ และก็ได้ภาพสวยๆ ออกมาสมใจ ขอบคุณภาพและวิดีโอจาก The Adventurist

ความเจริญมาเยือน! ‘เกาะเซนต์เฮเลนา’ ดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ มีเที่ยวบินพาณิชย์ลำแรกแล้ว

เกาะเซนต์เฮเลนา มีน้อยคนที่จะรู้จัก ซึ่งเกาะนี้ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา เป็นหนึ่งในเกาะที่ห่างไกลความเจริญที่สุดในโลก แต่ตอนนี้มีเที่ยวบินพาณิชย์ลำแรกที่เดินทางเข้าสู่เกาะนี้แล้ว ท่ามกลางความยินดีของคนบนเกาะ เที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินแอร์ลิงค์ร่อนลงจอดที่สนามบินบนเกาะเซนต์เฮเลนา ดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษโดยสวัสดิภาพ ท่ามกลางเสียงปรบมือของนักท่องเที่ยวบนเครื่อง เที่ยวบินพาณิชย์เที่ยวแรกนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเกาะเซนต์เฮเลนา ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ คนบนเกาะเพิ่งจะมีโทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ตใช้กันได้เพียง 1 ปีครึ่งเท่านั้นเอง เกาะเซนต์เฮเลนา มีประชากรประมาณ 4,500 คน มีเมืองหลวงชื่อเจมส์ทาวน์ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ชาวเมืองบอกว่าหากนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่ ก็ได้จะเพลิดเพลินกับกิจกรรมทางน้ำ ทั้งว่ายน้ำดูฉลามวาฬ ตกปลา และดำน้ำ แต่ข้อเสียที่มาพร้อมกับความเจริญก็คือ คนจากโลกภายนอกที่นำเชื้อโรคเข้ามาสู่เกาะ ก่อนหน้านี้คนบนเกาะไม่เคยได้รับเชื้อหรือป่วยเป็นโรคแบบประเทศอื่นๆ เพราะถูกตัดขาด แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักเรียนกว่า 80% บนเกาะต้องขาดเรียน เพราะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ติดจากคนจากแอฟริกาใต้ที่เดินทางมาที่เกาะ.   ที่มา — twitter @sthelenatourism

เกิดเหตุตึกสูง 7 ชั้นพังถล่มกลางเมืองหลวงเคนยา ฝังทั้งเป็นอย่างน้อย 15 ชีวิต

  เกิดเหตุอาคารสูง 7 ชั้นพังถล่มลงมาในย่านที่อยู่อาศัยกลางกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา เป็นเหตุให้มีผู้สูญหายไม่ทราบชะตากรรมจำนวนอย่างน้อย 15 ราย ซึ่งคาดว่า ทั้งหมด อาจถูก “ฝังทั้งเป็น” อยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารดังกล่าว   ขณะที่ทางการท้องถิ่น ระบุ  ก่อนหน้านี้เคยร้องขอให้ผู้ที่พักอาศัยในอาคารหลังนี้ย้ายออกไปแล้ว เพราะตรวจพบโครงสร้างของอาคาร “ไม่แข็งแรง” และมีรอยแตกร้าวหลายจุด     รายงานข่าวระบุว่า จุดที่เกิดเหตุตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงไนโรบี และว่า  เจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่พร้อมรถขุดจำนวน 1 คัน กำลังเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาร่างของผู้สูญหายทั้ง 15 ชีวิต  ที่คาดว่าจะติดอยู่ภายใต้เศษซากปูนและเศษเหล็กของอาคารที่พังถล่มลงมาเมื่อกลางดึกของคืนวันจันทร์ (12 มิ.ย.) ที่ผ่านมา   ด้าน จาเฟ็ธ คูเม  ผู้บัญชาการตำรวจกรุงไนโรบี ออกมาเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากกองกำลังป้องกันตนเองแห่งเคนยา    ได้ถูกเรียกตัวเข้ามายังจุดเกิดเหตุเพื่อดูแลภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่แล้ว   ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว  เพิ่งเกิดเหตุอาคารอีกหลังหนึ่งพังถล่มลงมาในช่วงกลางดึก หลังฝนตกหนัก  เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 49 ราย คลิปวิดีโอ 1 ขอบคุณ Cities of the […]

ชมคลิป พายุทรายลูกมหึมาพัดถล่ม กรุงคาร์ทูม เมืองหลวงของซูดาน

  คลิปวิดีโอน่าระทึกคลิปนี้  บันทึกเหตุการณ์ขณะที่พายุทราย หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “ฮาบู๊บ” ลูกใหญ่ เคลื่อนตัวพัดถล่มกลืนกินบ้านเรือนร้านค้าในกรุงคาร์ทูม เมืองหลวงของซูดาน  ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกาในวันศุกร์ (2 มิ.ย.)   ผลพวงจากการพัดถล่มของพายุทรายลูกนี้ยังทำให้เกิดปัญหาด้านทัศนวิสัย และเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวนมาก ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก CGTN  

keyboard_arrow_up