
หน่วยงานของเกาหลีใต้จัดอันดับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ โดยพบว่า ปีนี้ จีนขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ของโลก อันเนื่องมาจากแรงขับของการลงทุนวิจัยและพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในสาขาหลักอย่างเทคโนโลยีแบตเตอรี่และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างมากและทิ้งห่างคู่แข่งในหลายด้าน
แต่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีของจีนไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน จีนใช้เวลาหลายปีในการทุ่มงบประมาณและทรัพยากรอย่างหนัก โดยเมื่อปี 2022 จีนยังตามหลังสหรัฐฯ ราว 3 ปีในแง่ศักยภาพเทคโนโลยี ขณะที่เกาหลีใต้ตามหลังอยู่ประมาณ 3.2 ปี แต่ในที่สุด จีนก็สามารถแซงหน้าเกาหลีใต้ขึ้นมาได้ แม้ยังคงตามหลังสหรัฐฯ อยู่ Spotlight พาไปหาคำตอบว่ารัฐบาลจีนทำได้อย่างไร?
การประเมินระดับเทคโนโลยีฉบับล่าสุดของ South Korean Ministry of Science and ICT ระบุว่า ระหว่างปี 2022 ถึง 2024 จีนสามารถแซงหน้าเกาหลีใต้เพิ่มเติมใน 11 สาขาเทคโนโลยีที่มีความสำคัญมาก และครอบคลุมเทคโนโลยีแกนหลักรวม 136 รายการ
โดยรายงานประเมินฉบับล่าสุดนี้ใช้ระดับความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในปี 2024 เป็นฐานเปรียบเทียบ โดยกำหนดค่าไว้ที่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้วัดศักยภาพของประเทศอื่น ๆ ในการประเมินครั้งนี้
รองลงมาคือสหภาพยุโรป ได้คะแนนที่ 93.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนจีนตามมาเป็นที่ 3 ด้วยคะแนน 86.8 เปอร์เซ็นต์ ขยับขึ้นมาหนึ่งอันดับจากปี 2022 แซงหน้าญี่ปุ่นได้สำเร็จ โดยญี่ปุ่นขยับลงไปเป็นอันดับ 4 แทนด้วยคะแนน 86.2 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยเกาหลีใต้ 82.8 เปอร์เซ็นต์
การประเมินดังกล่าวระบุด้วยว่า จีนได้ขยายความได้เปรียบเหนือเกาหลีใต้ในด้านเทคโนโลยีสำคัญช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจีนได้เดินหน้าทุ่มงบประมาณและทรัพยากรเพื่อการวิจัยและพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำทิศทางการพัฒนาเชิงรุกของจีน ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสถานะทางยุทธศาสตร์ในเวทีโลก ขณะที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการเร่งพัฒนานวัตกรรมและปรับยุทธศาสตร์การแข่งขันให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของภูมิทัศน์เทคโนโลยีโลก
จาง ฮุยจี้ ศาสตราจารย์ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยจี้หลิน เปิดเผยว่า ช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นเน้นย้ำให้เห็นว่าจีนและเกาหลีใต้จำเป็นต้องก้าวให้พ้น “กรอบความคิดด้านการแข่งขัน” และไปค้นหาการเพิ่มความร่วมมือในด้านเทคโนโลโยีเกิดใหม่ รวมถึงการวางมาตรฐานด้านเทคนิคและกรอบของกฎระเบียบ
ศาสตราจารย์จางเปิดเผยว่า หากการถกเถียงยังจำกัดอยู่เพียงประเด็นว่า “ใครมีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่า” ก็จะปรากฏเพียงความเป็นศัตรู และอาจทอดเงาเหนือความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองประเทศ
“จีนแสวงหาความร่วมมือในระดับที่สูงขึ้นมาโดยตลอด แต่เกาหลีใต้ยังไม่ยอมรับบทบาทของจีนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในด้านการกำหนดมาตรฐานและการวางกติกา” เธอกล่าว
แม้เกาหลีใต้จะค่อย ๆ ยอมรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนมากขึ้น แต่ผู้กำหนดนโยบายบางส่วนยังดูเหมือนมุ่งเน้นไปที่การชะลอการพัฒนาของจีน ซึ่งเธอมองว่าเป็นเป้าหมายที่ “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”
“เมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้ยอมรับอย่างเต็มที่ถึงความสำคัญของการผงาดขึ้นทางเทคโนโลยีของจีน บริษัทจากทั้งสองฝ่ายก็จะเริ่มพิจารณาโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในระดับปฏิบัติ” จางกล่าว พร้อมเสริมว่า กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา และอีกปัจจัยสำคัญจะขึ้นอยู่กับการที่เกาหลีใต้จะสามารถรักษาพื้นที่ของตนเองจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ได้หรือไม่
รายงานระบุว่า ในปี 2024 จีนสามารถแซงหน้าเกาหลีใต้ในเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่กรุงโซลเคยครองความเป็นผู้นำเมื่อเพียงสองปีก่อน นอกจากนี้ จีนยังขยับนำในด้านพลังงานนิวเคลียร์ยุคถัดไป และเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศมีระดับความสามารถใกล้เคียงกัน
ด้านการลงทุน จีนเพิ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาแตะระดับกว่า 3.9 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 17.7 ล้านล้านหยวน) ขณะที่สัดส่วนการลงทุน R&D ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (R&D intensity) เพิ่มขึ้นเป็น 2.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ 38 ประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)
เจ้าหน้าที่จีนวางกรอบนโยบาย “การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี” ว่าเป็นหัวใจสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นกับสหรัฐฯ และพันธมิตร
รายงานยังระบุด้วยว่า ความก้าวหน้าของจีนในเทคโนโลยีแกนหลัก 136 รายการ แซงหน้าเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกในปี 2022 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว จีนยังตามหลังสหรัฐฯ ราว 3 ปีในแง่ศักยภาพเทคโนโลยี ขณะที่เกาหลีใต้ตามหลังอยู่ประมาณ 3.2 ปี