
อดีตนักแสดงชาวไทย กุญแจซอล, บรู๊คลิน เบ็คแฮม ลูกชายคนโตของครอบครัวเซเลปจากเกาะอังกฤษ หรือจะลูกสาวนักมวยปล้ำชื่อดัง บรูค โฮแกน พวกเขาเหล่านี้ปรากฏอยู่ในข่าว “ การยุติความสัมพันธ์” กับพ่อแม่ของตน ในช่วงที่ผ่านมา แต่นี่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของการตัดขาดความสัมพันธ์ที่เพิ่มสูงขึ้นในศตวรรษที่ 21 จนทำให้เกิดคำถามว่า คนสมัยใหม่ตัดขาดพ่อแม่ได้ง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ?
คาร์ล พิลเลเมอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์และผู้เขียนหนังสือ Fault Lines: Fractured Families and How to Mend Them พบว่า ในปี 2020 ชาวอเมริกันอายุมากกว่า 18 ปีถึง 27% มีความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นกับสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน และสัดส่วนจริงอาจสูงกว่านั้นมาก
พิลเลเมอร์ระบุว่า การตัดขาดความสัมพันธ์เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่น ๆ โดยเฉพาะในหมู่คนผิวขาวและคนที่ไม่ได้เป็นลูกหลานผู้อพยพที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี
คนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z ออกมาพูดถึงปัญหาครอบครัวของตนเองมากขึ้นผ่านแฮชแท็ก #ToxicFamily ซึ่งม่ยอดดูมากกว่า 1.9 พันล้านครั้งบน TikTok
การตัดขาดความสัมพันธ์ดูเหมือนจะแตกต่างกันตามรุ่นอายุ คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์กล่าวว่า มิลเลนเนียลและ Gen Z ตัดขาดความสัมพันธ์เร็วเกินไป แต่คนรุ่นใหม่ก็โต้กลับว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องทนต่อพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ เพียงเพราะมีความเกี่ยวพันทางสายเลือด
พิลเลเมอร์กล่าวว่า คนหนุ่มสาวบางส่วนดูเหมือนจะไม่ยึดติดกับแนวคิดเรื่องหน้าที่ต่อครอบครัวต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดอย่างเคร่งครัดเหมือนเดิม โดยบางคน หน้าที่ต่อครอบครัวอาจจะต้องมาก่อนความสุขของตนเองด้วยซ้ำไป
“บรรทัดฐานที่บังคับให้ครอบครัวต้องอยู่ด้วยกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้อ่อนแรงลงแล้ว” เขากล่าว
เขายังระบุว่า ประสบการณ์วัยเด็กที่ยากลำบาก ความแตกต่างด้านค่านิยมและวิถีชีวิต และความคาดหวังที่ไม่ได้รับการตอบสนอง เป็นปัจจัยบางอย่างที่ผลักดันให้เกิดการตัดขาดความสัมพันธ์
“ทุกวันนี้ไม่มีแนวทางเชิงบรรทัดฐานที่หนักแน่นอย่างเดิมให้ต้องผูกติดอยู่กับครอบครัวอย่างไม่มีข้อแม้ คนรุ่นใหม่คิดว่า หากความสัมพันธ์นั้นสร้างความทุกข์ใจมาเป็นเวลานาน พวกเขาก็สามารถที่จะเดินออกมาได้” เขากล่าวต่อ
พิลเลเมอร์ ศาสตราจารย์จากคอร์เนลล์ ระบุว่า อัตราการตัดขาดความสัมพันธ์สูงที่สุดในครอบครัวคนผิวขาว และต่ำที่สุดในกลุ่มผู้อพยพ ครอบครัวละติน และครอบครัวคนผิวดำ
“มีแรงกดดันให้รักษาความสัมพันธ์ไว้มากกว่ามากในกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่คนผิวขาว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้อพยพ” เขากล่าว
“ผู้คนอาจมีความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่พวกเขาแทบจะไม่พูดว่า ‘ฉันจะไม่พูดกับเธออีกต่อไปแล้ว’”
สิ่งนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมแบบรวมหมู่ (collective culture) อย่างในเอเชียและลาตินอเมริกา และวัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยม (individual culture) อย่างในวัฒนธรรมตะวันตกของคนขาว ที่ทำให้การตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อรักษาความสงบของจิตใจเกิดขึ้นได้มากน้อยต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีบทบาท อาทิ แนวคิดทางการเมือง แนวคิดต่อเพศวิถี ปัญหาทางเศรษฐกิจ และความคิดของคนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าครอบครัวคือศูนย์กลางตัดขาดไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้พวกเขาขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติต่อคนรุ่นใหม่ซึ่งมีมุมมองเรื่องนี้แตกต่างไป
ควินซี กิเดียน นักจิตวิทยา ในลอสแอนเจลิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดผู้มีบาดแผลทางจิตใจ อธิบายว่า ปฏิกิริยาของผู้คนต่อการตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวนั้นมีได้หลากหลาย และอาจเปลี่ยนแปลงไปตลอดช่วงชีวิต
“บางคนยังมีความหวังอย่างมากว่าครอบครัวของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงได้” กิเดียนกล่าว “แต่กว่าที่คนคนหนึ่งจะไปถึงจุดของการตัดขาดความสัมพันธ์ พวกเขามักใช้เวลาหลายปี พยายามตั้งขอบเขตที่เหมาะสม ใช้ชีวิตกับความผิดหวัง ยอมรับข้อบกพร่องของครอบครัว และพยายามเจรจาหาทางออกในหลายรูปแบบ ดังนั้นสำหรับบางคน การตัดขาดความสัมพันธ์จึงให้ความรู้สึกโล่งใจ”
จอร์แดนเติบโตมาในครอบครัวชาวคริสต์ นิกายเซาท์เทิร์นแบ๊บทิสต์ในรัฐแคโรไลนา เติบโตมาพร้อมความคาหวังให้ไปโบสถ์สัปดาห์ละหลายครั้ง เพราะเชื่อว่า พระเยซูคริสต์คือหนทางสู่ความรอด ส่วนครอบครันั้นวต้องมาที่หนึ่ง และผู้หญิงต้องยอมผู้ชาย
เธอตัดสินใจตัดขาดกับครอบครัวและเลิกไปโบสถ์ด้วยวัย 32 ปี ด้วยความหวังว่า ความเงียบจะส่งสัญญาณให้ครอบครัวแก้ไขความสัมพันธ์เป็นพิษในอดีต
อีกคนที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่คือโรส วัย 21 ปี เด็กสาวที่เคยเป็น “เจ้าหญิงของพ่อ” แต่เพราะอาการติดเฮโรอีนของพ่อรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่โรสรู้สึกว่าต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด
“ฉันหวังว่าพ่อจะพูดว่า ‘โอ้ ลูกสาวของฉันไม่คุยกับฉันแล้ว ฉันควรพยายามปรับปรุงตัว เพื่อที่ฉันจะได้คุยกับเธอหรือได้เจอเธออีก’[…] แต่น่าเศร้าที่พ่อไม่ได้เลือกแบบนั้น” โรสกล่าว
จอร์แดนกับโรซมองการตัดขาดความสัมพันธ์เป็นเหมือนบทลงโทษ และยังคาดหวังตอนจบที่สวยงาม แต่ฮอลลี่มองว่า การตัดขาดความสัมพันธ์คือรางวัล
ฮอลลี่มีอายุ 24 ปี เธอกล่าวว่า ทนอยู่กับความสำพันธ์ที่แม่นิยมชมชอบการทำร้ายจิตใจ และโบยตีความรู้สึกเธอมากกว่าการปลอบประโลม
เธอวางแผนการตัดความสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นอย่างดี หาวิธีนำสูติบัตรและบัตรประกันสังคมของตัวเองมาจากตู้เซพของแม่ ก่อนจะส่งข้อความตัดความสัมพันธ์
“หนูหวังว่าถ้ามีชาติหน้า แม่จะไม่ทำเหมือนเดิม เลือกการเยียวยาแทนความโหดร้ายและความทุกข์ เพราะหนูจะทนดูเส้นทางที่โหดร้ายนี้อีกแล้ว”
แม่ของเธอบล็อกเบอร์ของเธอโดยไม่ตอบกลับ
พอลลี่ไม่รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้สักนิด กับการเธอรู้สึกรำคาญทุกครั้งเวลามีคนบอกว่า “ เขาเป็นแม่เธอนะ เธอต้องรักเขาสิ”
“เราไม่เคยบอกผู้หญิงที่ถูกคนรักทำร้ายว่า ‘เธอควรกลับไปหาเขา คนที่ทำร้ายเธอและจะทำร้ายเธอต่อไป’ แต่เรากลับพูดแบบนั้นกับคนที่มีพ่อแม่ที่ทำร้ายพวกเขา และมันทำให้ฉันโกรธมาก ถ้าฉันอยากจะรู้สึกทุกข์และวิตกกังวลตลอดเวลา ฉันก็คงกลับไปหาแม่แล้ว” เธอกล่าว
กิเดียนแนะนำว่า การตัดสินใจที่สำคัญเช่นนี้ควรทำพร้อมกับการสนับสนุนจากนักบำบัด ในการทำงานกับผู้ป่วยของเธอ เธอมักให้ผู้ป่วยลอง “พัก” จากการติดต่อกับสมาชิกครอบครัวก่อน เพื่อดูผลกระทบทางอารมณ์
“มันคุ้มค่าหรือไม่? มันทำให้รู้สึกโล่งใจหรือเปล่า? หรือมันทำให้เครียดในแบบที่เราไม่คาดคิด? จากนั้นเราค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป” นักจิตวิทยากล่าว