Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ต่างด้าวมีสิทธิเรียนในไทยไหม? ผิดกฎหมายคนเข้าเมืองแต่ยังมีอนุสัญญาเด็ก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ต่างด้าวมีสิทธิเรียนในไทยไหม? ผิดกฎหมายคนเข้าเมืองแต่ยังมีอนุสัญญาเด็ก

29 ส.ค. 68
16:05 น.
แชร์

การศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนสัญชาติกัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ และถูกกระตุ้นอีกครั้งด้วยกรณีการจับกุมตัวเด็กชายเชื้อชาติกัมพูชาวัย 13 ปีที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเผยแพร่โดยผู้ใช้ Facebook ชื่อว่า Sopon Jongboriboon มีใจความว่า ลูกศิษย์ของผู้ใช้ Facebook รายนี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความเห็นบนโลกออนไลน์แตกเป็นหลายฝ่ายคือ การทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และ การปกป้องสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาและชีวิตที่มีคุณภาพของเด็ก

แต่หากเรารักษาหลักการ และกฎหมายคนเข้าเมืองเคร่งครัดเพียงนั้น อาจต้องพิจารณาด้วยว่า ประเทศไทยยังมีกฎหมายข้ออื่น อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอยู่ด้วย 

ไทยไม่ได้มีกฎหมายแค่ “คนเข้าเมือง”

จริงอยู่ที่ว่าพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามประการหนึ่งเอาไว้ว่า “ไม่มีหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องและสมบูรณ์อยู่หรือมีแต่มิได้รับ การตรวจลงตราฯ จากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยฯ ” พร้อมกับ มาตรา 54 ที่ระบุไว้ว่า “คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอนแล้ว พนักงาน เจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้”

หากเราพิเคราะห์ตามกฎหมาย การจับกุมคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในไทยโดยไม่มีใบอนุญาตอาจเป็นไปตามหลักการ แต่ต้องคำนึงด้วยว่า มีกฎหมาย-ความตกลงอื่นที่อาจเพิ่มข้อยกเว้นให้บุคคลบางกลุ่ม อาทิ เด็ก

ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 196 ประเทศที่ลงนามรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC) เมื่อปี พ.ศ. 2535 หมายความว่ารัฐบาลมีพันธะผูกพันที่จะดำเนินการให้เด็กทุกคนในประเทศ “ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” ได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน

สิทธิที่ว่าตามอนุสัญญาฉบับดังกล่าวประกอบด้วย สิทธิที่จะมีชีวิตรอด, สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง, สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา, และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งทั้ง 4 ข้อรวมถึง การได้รับการปกป้องจากการขัดขวางการศึกษา การได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม และการได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ไม่ใช่แค่อนุสัญญาเน้นย้ำการคุ้มครองครอบคลุมเด็กทุกคน แต่ กระทรวงการศึกษาธิการไทยเอง มีการใช้รหัส G-code หรือรหัสประจำตัวนักเรียนสำหรับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร อาทิ บุคคลต่างด้าว บุคคลไร้สัญชาติ หรือเด็กที่ไม่มีเอกสารประจำตัวตามกฎหมาย จุดประสงค์ของ G-code คือการสร้างความมั่นใจว่า “เด็กทุกคน” จะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้

และจากการตรวจสอบพบว่า เด็กชายวัย 13 ปีรายนี้เป็นเด็กที่มีรหัสประจำตัว G-code ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก มีสิทธิเข้าถึงการศึกษาได้

สิทธิเด็กทุกคนคือความรับผิดชอบของประเทศไทย

จากกรณีดังกล่าว คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและเน้นย้ำหลักการสิทธิเด็กขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นอันดับแรก 

“คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอเน้นย้ำว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม มีหลักการสำคัญระบุให้การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันทางสังคม หรือองค์กรใด ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก และรัฐภาคีต้องยอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน”

“กสม. เห็นว่า กรณีการจับกุมเด็กนักเรียนชายรายดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิเด็กและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องด้วยเป็นการจับกุมที่ไม่มีหมายจับ ไม่มีเหตุแห่งการกระทำความผิดซึ่งหน้า เด็กมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตามมารดาเข้าเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและไม่มีเจตนาหลบหนี อีกทั้งการเข้าไปจับกุมเด็กในพื้นที่โรงเรียนอาจสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็กได้ในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น การส่งตัวกลับประเทศต้นทางในทันทีอาจทำให้เด็กนักเรียนชายรายดังกล่าวซึ่งไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาประเทศบ้านเกิดได้ เสียสิทธิ ขาดโอกาสและความต่อเนื่องในการได้รับการศึกษาโดยสิ้นเชิง” 

“จากกรณีข้างต้น กสม. จึงขอเน้นย้ำหลักการสิทธิเด็กด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้การดำเนินการใด ๆ ของทุกฝ่ายคำนึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยไม่ควรมีกรณีการจับกุมเด็กต่างชาติในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ กสม. ขอให้สังคมร่วมกันยุติการสร้างความเกลียดชังด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติในทุกรูปแบบเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างสันติ”

ไม่ใช่แค่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเท่านั้น คณะกรรมาธิการฯ และนักวิชาการหลายท่าน อาทิ อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ชี้ว่า การจับกุมเด็กชายโดยไม่มีหมายจับครั้งนี้ ยังผิดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย และกฎหมายคุ้มครองเด็กอีกหลายมาตรา

นอกจากนี้ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มีการทำ MOU กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการจะไม่มีการจับกุมและส่งเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยออกไปนอกประเทศอีกด้วย

ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีการประสานงานกับกรมกิจการเด็กและเยาวชนกำลังประสานงานกับตม. เพื่อระงับการส่งตัวเด็กชายออกไปนอกประเทศ แต่ความน่ากังวลอีกประการคือ การสนับสนุนการละเมิดสิทธิเด็กของคนบนโลกออนไลน์ ที่ทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือการแสดงความเกลียดชังอย่างไม่เลือกหน้าภายใต้หน้ากาก “การเคารพกฎหมายไทยหรือไม่”

ความขัดแย้งระหว่างชาติ สำคัญกว่าความเป็นมนุษย์หรือ?

หากเราเปิดช่องความคิดเห็นของโพสต์ข่าวดังกล่าวบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากสื่อกระแสหลัก เราคงจะเห็นความคิดเห็นแสดงความเกลียดชังชาวกัมพูชาและเห็นชอบกับการจับกุมเด็กชายวัย 13 ปีได้มาก ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งชายแดนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

ความขัดแย้งครั้งนี้ปลุกกระแสชาตินิยมในสังคมไทยได้อย่างรวดเร็ว จนเราได้เห็นอาคารห้างร้านต่าง ๆ แขวนธงชาติไทยกันได้ทั่วไป แต่นอกจากความรักชาติ ยังมีบรรยากาศต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา คนกัมพูชา หรืออะไรก็ตามที่ขยายความด้วยคำว่า “กัมพูชา” แม้แต่เด็ก ทำให้มีการตั้งคำถามถึงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของเด็กผู้ไม่ถือสัญชาติไทย (โดยเฉพาะกัมพูชา) ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ 

ประเด็นการศึกษาเด็กไม่ถือสัญชาติไทยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในงานเสวนา “ประเทศไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง…จริงหรือ??” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 โดยมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพแรงงาน ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา และหน่วยงานอื่น ๆ

นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา หนึ่งในผู้เข้าร่วมชี้ว่า เด็กไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศมาเองได้ แต่จะติดตามผู้ปกครองเข้ามา ดังนั้นเด็กไม่มีความผิด และเน้นย้ำจุดยืนที่ว่า “ไม่ใช่ไปจับแม่แล้ว จะต้องขังลูกด้วย”

ทั้งยังเน้นย้ำว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านสิทธิเด็กมาก ไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศจะเป็นอย่างไรเด็กต้องมีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา และที่สำคัญไม่ควรมีการผลักดันกลับประเทศ

ด้านรศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลแสดงความกังวลต่อความมั่นคงของงบประมาณการศึกษาถ้วนหน้า และตั้งคำถามว่า หากไทยไม่พัฒนาการศึกษาให้ประเทศข้างเคียง โดยเฉพาะในบริเวณชายแดน จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยจริงหรือ

รศ.ดร.โคทมเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างชาติกับการมีเพื่อนบ้าน ชี้ว่า หากเพื่อนบ้านไม่ได้รับการพัฒนา เช่นนั้นก็จะเป็นโทษต่อไทยเช่นกัน เพราะประเทศข้างเคียงกันย่อมตัดปฏิสัมพันธ์กันได้ยาก ดร. ชี้ว่า การให้การศึกษาแท้จริงนั้นเป็นประโยชน์กับสองประเทศ เพราะหากเด็กต่างชาติจบการศึกษาที่ไทยและกลับไปทำงานชาติตน เช่นนั้นเราจะมีเพื่อนบ้านที่ดี และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หากทำงานที่ไทยต่อ ก็จะเป็นแรงงานคุณภาพที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ



แชร์
ต่างด้าวมีสิทธิเรียนในไทยไหม? ผิดกฎหมายคนเข้าเมืองแต่ยังมีอนุสัญญาเด็ก