
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นายจ้างจะเริ่มหักเงินค่าจ้างและจ่ายเงินสมทบเข้า ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว
ใครบ้างที่ต้องถูกหักเงิน หักจำนวนเท่าไหร่ แล้วจะได้สิทธิประโยชน์อะไรจากการจ่ายเงินเข้ากองทุนนี้
SPOTLIGHT รวบรวมประเด็นสำคัญมาอธิบายแบบคำถาม-คำตอบไว้ให้แล้ว
1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร ?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 126 เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างในกรณีออกจากงาน ถูกเลิกจ้าง หรือเสียชีวิต
หลักการ คือ ลูกจ้างและนายจ้างจะส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เงินดังกล่าวจะถูกนำไปลงทุน และเมื่อลูกจ้างสิ้นสุดการจ้างงาน จะได้รับเงินที่ส่งเข้ากองทุนพร้อมผลตอบแทนจากการลงทุน
แนวคิดของกองทุนนี้เกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งทำให้แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างกะทันหันและมีเงินสำรองไม่เพียงพอ ภาครัฐจึงมีแนวคิดให้ตั้งกองทุนนี้ขึ้น เพื่อเป็น ‘ตาข่ายรองรับ’ ในยามฉุกเฉิน และเป็นหลักประกันทางการเงินสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างงานเก่ากับงานใหม่
2. ใครบ้างที่ต้องเข้ากองทุน ?
กิจการที่กฎหมายบังคับให้ต้องเข้าร่วมกองทุน ได้แก่ สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือระบบสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายอื่น
ส่วนกิจการที่กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่สามารถเข้าร่วมได้โดยสมัครใจ ได้แก่ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน งานเกษตร งานรับใช้ในบ้าน มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
สำหรับบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่ลูกจ้างไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างต้องนำลูกจ้างเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน
3. เริ่มหักเงินเมื่อไร และหักเท่าไร ?
เริ่มจัดเก็บเงินตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2573 ลูกจ้างและนายจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้างรวม
ตัวอย่าง หากมีค่าจ้างรวมเดือนละ 20,000 บาท ลูกจ้างจะถูกหัก 50 บาท และนายจ้างสมทบอีก 50 บาท เท่ากับมีเงินเข้ากองทุนรวม 100 บาทในเดือนนั้น
หลังวันที่ 1 ตุลาคม 2573 อัตราจัดเก็บจะเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้างรวม หากมีค่าจ้างรวม 20,000 บาท ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 100 บาทต่อเดือน
4. ‘ค่าจ้างรวม’ ที่ใช้คำนวณ หมายถึงเงินค่าอะไรบ้าง ?
‘ค่าจ้างรวม’ นับรวมรายได้ประจำทั้งหมด ทั้งค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าตำแหน่ง เบี้ยขยัน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่ากะ
ส่วนเงินที่ไม่นับรวมเป็น ‘ค่าจ้างรวม’ คือ โบนัสหรือค่าตอบแทนที่ไม่แน่นอน
5. ลูกจ้างประเภทใดบ้างที่โดนหัก ?
ลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการที่เข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทั้งพนักงาน/ลูกจ้างประจำที่รับค่าจ้างรายเดือน ลูกจ้างรายวัน และพนักงานทดลองงาน ต้องถูกหักเงินเข้ากองทุนทั้งหมด
สำหรับลูกจ้างรายวัน จำนวนเงินที่หักจะคำนวณจากค่าจ้างจริงที่ได้รับในเดือนนั้น
ตัวอย่าง หากได้ค่าจ้างวันละ 400 บาท และทำงาน 20 วันในเดือนนั้น จะมีค่าจ้างรวม 8,000 บาท ลูกจ้างจะถูกหัก 8,000 × 0.25% หรือ 20 บาท และนายจ้างสมทบอีก 20 บาท รวมเป็นเงินเข้ากองทุน 40 บาทในเดือนนั้น
6. ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ต่างจาก ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ และ ‘ประกันสังคม’ อย่างไร ?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีเป้าหมายเป็นเงินทุนสำรองระยะสั้นสำหรับช่วงที่ออกจากงาน โดยลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจ่ายเงิน และลูกจ้างรับเงินคืนเมื่อสิ้นสุดสภาพการเป็นลูกจ้าง
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เน้นการออมระยะยาวเพื่อสร้างเงินก้อนสำหรับวัยเกษียณ การเข้าร่วมขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัทและการตัดสินใจของพนักงาน โดยมีทั้งลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจ่ายเงิน และรับเงินเมื่อออกจากงานหรือเกษียณ
ส่วนประกันสังคม เป็นระบบคุ้มครองความเสี่ยงหลายด้าน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต โดยมีลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาลร่วมกันสมทบเงิน การจ่ายสิทธิประโยชน์จะเป็นไปตามกรณี เช่น ค่ารักษา เงินว่างงาน หรือบำนาญเมื่ออายุ 55 ปี
จุดต่างอีกอย่าง คือ เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสามารถรับคืนได้เมื่อออกจากงาน โดยไม่ต้องรอถึงอายุเกษียณเหมือนสิทธิชราภาพของประกันสังคม
7. ถ้าสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายหลัง ยังต้องจ่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม ?
หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างไม่ได้เข้าร่วม ลูกจ้างจะถูกนำเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน
แต่ถ้าในเวลาต่อมา บริษัทให้สามารถสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ภายหลัง แล้วลูกจ้างตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การหักเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก็จะสิ้นสุดลง
8. ถ้าออกจากงาน จะได้เงินอะไรคืนบ้าง ได้เมื่อไหร่ ?
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินคืนเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุ
เงินที่จะได้รับประกอบด้วยเงินสะสมที่ลูกจ้างถูกหักไว้ เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลสะสมจากกองทุน โดยจะจ่ายคืนเป็นเงินก้อนครั้งเดียวและโอนเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง
นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการสิ้นสภาพการจ้าง และดำเนินการคืนเงินภายใน 30 วัน
9. ถ้าลูกจ้างเสียชีวิต เงินในกองทุนจะตกเป็นของใคร ?
หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินทั้งหมดจะตกแก่บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (แบบ สกล.5)
แต่หากไม่ได้ระบุบุคคลไว้ เงินจะตกแก่บุตร คู่สมรส บิดา และมารดาในสัดส่วนเท่า ๆ กัน
10. เงินสมทบจากนายจ้างและดอกผล ต้องเสียภาษีหรือไม่ ?
ระหว่างที่ทำงาน เงินสมทบในส่วนที่นายจ้างจ่ายให้ยังไม่ต้องนำมาคำนวณภาษี
เมื่อสิ้นสุดการจ้างงานและได้รับเงินก้อนคืน เงินสะสมที่หักจากเงินค่าจ้างของลูกจ้างเองไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากเป็นเงินได้ที่ถูกนำไปคำนวณภาษีแล้วในแต่ละเดือน แต่เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้ รวมถึงดอกผลที่เกิดขึ้นจากกองทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปเสียภาษี
แต่ไม่ต้องกังวลว่าเงินก้อนนี้จะทำให้ฐานภาษีกระโดด เพราะลูกจ้างมีสิทธิ์เลือก ‘แยกคำนวณภาษี’ สำหรับเงินก้อนที่ได้รับจากการออกจากงาน โดยไม่ต้องนำยอดนี้ไปรวมกับเงินเดือนหรือรายได้ปกติประจำปี
11. หากนายจ้างไม่ส่งเงินเข้ากองทุน มีความผิดไหม ?
หากเป็นกิจการที่เข้าเกณฑ์บังคับ แต่นายจ้างไม่นำส่งเงินหรือส่งเงินไม่ครบถ้วน ไม่ยื่นแบบ ไม่แจ้งข้อมูล หรือแจ้งข้อมูลเท็จ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และต้องรับโทษ
ต้องจ่ายเงินเพิ่ม : กรณีไม่นำส่งเงินหรือส่งไม่ครบ นายจ้างต้องจ่ายเงินส่วนที่ขาด พร้อมเงินเพิ่มในอัตรา 5% ต่อเดือนของยอดเงินที่ค้างชำระ โดยพนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือแจ้งเตือนให้นำส่งเงินที่ค้างชำระภายใน 30 วัน
โทษทางอาญา : กรณีไม่ยื่นแบบ ไม่แจ้งข้อมูล หรือแจ้งข้อมูลเท็จ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ