
ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายน 2569 ยังไม่สามารถขอค่าสินไหมจากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติฉบับใหม่ได้ เนื่องจากกรมธรรม์กำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 จึงไม่คุ้มครองย้อนหลังถึงเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันเริ่มต้นกรมธรรม์ รัฐบาลยืนยันด้วยว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังต้องใช้หลักเกณฑ์เยียวยาเดิม
สำหรับผู้ประสบภัยในเดือนกันยายน ช่องทางหลักจึงเป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายจากภาครัฐ ไม่ใช่ค่าสินไหมประกันภัยตามมูลค่าความเสียหายจริง รัฐบาลกำหนดให้ใช้กับภัยที่เกิดระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคมถึง 30 กันยายน 2569 และจ่ายได้ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน
อย่างไรก็ตาม เงินช่วยเหลือ 9,000 บาทไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายทุกประเภท ผู้ที่มีประกันบ้าน ประกันทรัพย์สิน หรือประกันรถยนต์ซึ่งรวมความคุ้มครองน้ำท่วมไว้ สามารถแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของตนเองได้อีกช่องทางหนึ่ง
แม้คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการในระยะแรกคือการจัดซื้อ กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่มและประกันอุบัติเหตุแบบกลุ่ม โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ถือกรมธรรม์และรัฐออกค่าเบี้ยให้ประชาชน ไม่ใช่กองเงินที่ผู้ประสบภัยสามารถยื่นขอโดยตรงได้ทุกเวลา
จุดแบ่งสิทธิสำคัญอยู่ที่วันที่เกิดภัยและความเสียหาย ดังนี้
ช่วงเวลาที่เกิดภัย | ช่องทางช่วยเหลือหลัก |
15 พฤษภาคม-30 กันยายน 2569 | เงินช่วยเหลือจากรัฐ 9,000 บาทต่อครัวเรือนตามหลักเกณฑ์เดิม |
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 | เข้าสู่ความคุ้มครองของประกันภัยพิบัติแห่งชาติ หากเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ |
ดังนั้น การรอยื่นคำขอหลังวันที่ 1 ตุลาคม ไม่ได้ทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนเปลี่ยนเป็นเหตุที่อยู่ในความคุ้มครองของประกันภัยฉบับใหม่
ส่วนพื้นที่ซึ่งน้ำท่วมต่อเนื่องข้ามวันที่ 1 ตุลาคม หรือเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่หลังวันเริ่มกรมธรรม์ ขณะนี้ยังไม่พบแนวทางอย่างเป็นทางการว่าจะนับเป็นเหตุเดิมหรือเหตุใหม่ ผู้ประสบภัยควรสอบถามหน่วยงานในพื้นที่ และไม่ควรสรุปเองว่าจะได้เงินจากทั้งสองมาตรการ เพราะมติ ครม. 15 กันยายน มอบให้กระทรวงมหาดไทยและ ปภ. ตรวจสอบไม่ให้การจ่ายผ่านกรมธรรม์ซ้ำซ้อนกับมาตรการเยียวยาอื่นของรัฐ
หลักเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝนปี 2569 กำหนดให้ที่อยู่อาศัยประจำต้องอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตประสบสาธารณภัยหรือเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
ผู้เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มและอุทกภัยโดยตรง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่าให้ความช่วยเหลือรายละ 2 ล้านบาทเป็นค่าจัดการศพ
ผู้อยู่ในกรุงเทพฯ ควรตรวจสอบว่าเขตที่พักยังอยู่ในพื้นที่ประกาศหรือไม่ เพราะเมื่อ 29 กันยายน ปภ. ประกาศ 38 เขต 118 แขวงเป็นเขตให้ความช่วยเหลือ ขณะที่ กทม. ประกาศสิ้นสุดสาธารณภัยใน 21 เขต เหลือ 29 เขต
ด้านผู้เช่าบ้านหรือผู้ที่อยู่อาศัยจริงแต่ชื่อไม่ตรงกับทะเบียนบ้าน ไม่ควรสรุปทันทีว่าตนเองไม่มีสิทธิ ควรสอบถามสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่มเติม เช่น สัญญาเช่าหรือหนังสือรับรองการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นเอกสารที่ ปภ. เคยกำหนดในรอบน้ำท่วมปี 2568 แต่รอบนี้ยังไม่พบรายละเอียดเอกสารอย่างเป็นทางการ
ผู้ประสบภัยสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
หลังยื่นคำร้อง เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูล สำรวจความเสียหาย และเสนอรายชื่อเข้าสู่กระบวนการอนุมัติ เงินจะโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน ผู้เสียหายควรตรวจสอบกำหนดรับคำร้องกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ในพื้นที่โดยเร็ว เพราะช่วงเวลาและขั้นตอนเพิ่มเติมอาจแตกต่างกันตามประกาศของแต่ละท้องถิ่น และหากต้องการสอบถาม ปภ. ติดต่อสายด่วน 1784 ได้
นอกจากเงินเยียวยาของรัฐ ผู้เสียหายควรตรวจสอบกรมธรรม์ที่ซื้อไว้ด้วย โดยสำนักงาน คปภ. ระบุว่า ประกันรถยนต์ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนประกันประเภท 2+ และ 3+ ต้องตรวจสอบว่ามีการซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติเพิ่มเติมหรือไม่
สำหรับประกันอัคคีภัยหรือประกันที่อยู่อาศัย ไม่ควรสรุปว่าคุ้มครองน้ำท่วมโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจดูว่ากรมธรรม์หรือเอกสารแนบท้ายระบุภัยน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติไว้หรือไม่ จากนั้นให้รีบแจ้งบริษัทประกัน พร้อมส่งภาพถ่าย วิดีโอ และเอกสารแสดงรายการทรัพย์สินที่เสียหาย
ผู้เอาประกันสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่าน LINE Official Account @OICCONNECT เมนู “กรมธรรม์ของฉัน” หากมีปัญหาเรื่องสิทธิหรือการจ่ายค่าสินไหม ติดต่อสายด่วน คปภ. 1186 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับภัยที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โครงการใหม่จะคุ้มครองอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยที่อยู่อาศัยมีวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี
กรณีน้ำท่วมจะจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 10,000 บาท ก่อนพิจารณาค่าสินไหมเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วไม่เกิน 100,000 บาท กรณีพายุและแผ่นดินไหวจ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายตามความเสียหายจริง รวมไม่เกิน 100,000 บาท
ส่วนกรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ในความคุ้มครอง จ่ายรายละ 2 ล้านบาท
กล่าวโดยสรุป ผู้เสียหายจากน้ำท่วมเดือนกันยายน 2569 ต้องยื่นขอ เงินช่วยเหลือ 9,000 บาทจากภาครัฐผ่านทางรัฐ สำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ไม่ใช่ยื่นเคลมประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ส่วนผู้ที่มีประกันบ้านหรือรถยนต์อยู่แล้วต้องตรวจสอบความคุ้มครองและแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยแยกต่างหาก