Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หุ้นไทยลุ้นผล'อุ๊งอิ๊งค์' กูรูชี้กระทบน้อย นักลงทุนชิน ดอกเบี้ยลดหนุน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หุ้นไทยลุ้นผล'อุ๊งอิ๊งค์' กูรูชี้กระทบน้อย นักลงทุนชิน ดอกเบี้ยลดหนุน

29 ส.ค. 68
12:36 น.
แชร์

วันนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อลงมติและอ่านคำวินิจฉัยชี้ชะตา “แพทองธาร ชินวัตร” เวลา 15.00 น. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) ในประเด็นว่ามีการขาดความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ สืบเนื่องจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

คำตัดสินครั้งนี้ถูกมองว่ามีน้ำหนักต่อทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ หากศาลชี้ว่าผิด น.ส.แพทองธารจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ อาจนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หรือแม้แต่การยุบสภา ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าผลคำวินิจฉัยครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนได้ซึมซับปัจจัยลบทางเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า อีกทั้งค่อนข้างคุ้นเคยกับความผันผวนทางการเมืองไทยอยู่แล้ว อีกด้านหนึ่งยังมีแรงหนุนจากมาตรการการเงิน โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยขาลง ที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่นและจำกัดความเสี่ยงด้าน downside ของตลาดทุนไทยในระยะสั้น

นักลงทุนคุ้นชินการเมืองไทย แต่ยังห่วง “เสถียรภาพและความต่อเนื่อง”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดมุมมองต่อสถานการณ์การเมือง โดยย้ำว่าความไม่แน่นอนย่อมกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนบ้าง แต่ไม่ใช่ “ปัจจัยใหม่” ที่นักลงทุนไม่เคยเจอ ตรงกันข้าม ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ “คุ้นชิน” กับวงจรความผันผวนทางการเมืองไทยมานานแล้ว

นายอัสสเดชเล่าจากประสบการณ์ตรงว่า เพียงหนึ่งปีที่เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้เห็นการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึงสองครั้ง ซึ่งสะท้อนความถี่ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ทำให้สิ่งนี้กลับไม่ใช่เรื่องที่ทำให้นักลงทุนเกิดความตื่นตระหนก เพราะพวกเขามองว่าเป็น “ธรรมชาติ” ของตลาดอย่างประเทศไทย ต่างจากปัจจัยภายนอกบางอย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เช่น มาตรการทางภาษีและการค้าในสมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับโลก และส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่การค้าและการลงทุนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำภายในประเทศ

นอกจากนี้ นายอัสสเดชยังชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของภาคเอกชนไทย แม้การเมืองภายในประเทศจะส่งผลให้การลงทุนภาครัฐมีบางช่วงที่ชะลอตัวลง แต่ธุรกิจเอกชนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งในภาคการผลิต การส่งออก และบริการ กลายเป็นเสมือน “กันชน” ที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ พร้อมรักษาความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติ เหตุนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมี “ความทนทาน” (resilience) อยู่ในระดับหนึ่ง

“ข้อดีอันหนึ่งของการเมืองบ้านเราที่นักลงทุนต่างชาติมีความคุ้นเคยก็คือว่าไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบไหน ภาคธุรกิจไทยยังเดินต่อได้ ไม่ได้มีความชะงัก อาจจะมีชะงักในแง่ว่าไซเคิลในการลงทุนของภาครัฐอาจจะหมุนเวียนอาจจะช้าชะลอไป แต่ในภาคเอกชนเนี่ยธุรกิจภาคเอกชนเนี่ยก็เดินต่อมาได้ตลอดเติบโตต่อได้ตลอด เพราะฉะนั้นเท่าที่สัมผัสมา เขาไม่ได้เป็นอะไรไม่ว่าจะไปทางทิศทางไหน นักลงทุนค่อนข้างคุ้นเคยแล้ว” นาย อัสสเดชกล่าว 

อย่างไรก็ตาม แม้นักลงทุนจะคุ้นเคยกับความผันผวนทางการเมืองของไทย แต่นายอัสสเดชย้ำว่า สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือ “ความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ” เพราะทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนผู้นำกะทันหัน คำถามใหญ่ที่ตามมาคือ นโยบายเดิมจะยังถูกสานต่อหรือไม่? และมาตรการที่ประกาศไว้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงเพียงใด? ความไม่แน่นอนในระดับนโยบายนี้เองที่กลายเป็น “ตัวถ่วง” ความเชื่อมั่นมากกว่าตัวการเมืองเพียงอย่างเดียว

เขาเตือนว่า หากนโยบายมีความพลิกผันบ่อยครั้ง นักลงทุนย่อมลังเลที่จะตัดสินใจลงทุนใหม่หรือขยายการลงทุน เพราะกระทบโดยตรงต่อการวางแผนธุรกิจและกลยุทธ์ระยะยาว ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งความผันผวนของตลาดการเงิน ค่าเงิน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนยิ่งต้องการ “เสถียรภาพเชิงนโยบาย” มากกว่าที่เคย

KGI มองผลกระทบจำกัด ดอกเบี้ยขาลงหนุน

ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า หากศาลตัดสินว่าแพทองธารมีความผิดจริงและต้องพ้นจากตำแหน่ง ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบสนองเชิงลบอย่างฉับพลันในระยะสั้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองจะปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ 

อย่างไรก็ดี ผลกระทบอาจไม่รุนแรงยืดเยื้อ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลมีชื่อแคนดิเดตสำรองที่พร้อมอยู่แล้ว คือ นายชัยเกษม นิติศิริ อดีตรัฐมนตรีและบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีเดิม หากนายชัยเกษมได้รับเลือกขึ้นมาแทน คาดว่านโยบายหลักด้านเศรษฐกิจและสังคมจะเดินหน้าต่อในทิศทางที่ไม่แตกต่างจากรัฐบาลชุดปัจจุบันมากนัก ทั้งการดูแลกำลังซื้อ การผลักดันมาตรการกระตุ้น และการบริหารโครงการสวัสดิการต่าง ๆ 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่รัฐบาลใหม่ยังต้องเผชิญ ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง 2568 และความตึงเครียดทางการเมือง-การทหารกับกัมพูชาที่เริ่มมีสัญญาณยืดเยื้อมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากศาลวินิจฉัยว่าแพทองธารไม่มีความผิดและยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต่อไป ปฏิกิริยาของตลาดในระยะสั้นจะเป็นไปในเชิงบวกทันที การเคลียร์ความไม่แน่นอนเฉพาะหน้าจะช่วยสร้างแรงหนุนให้กับบรรยากาศการลงทุน และทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบายมากขึ้น ทว่าแรงหนุนเชิงบวกนี้อาจคงอยู่เพียงช่วงสั้น เนื่องจากในระยะยาวรัฐบาลยังคงเผชิญโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม 

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มแสดงความผิดหวังต่อการที่รัฐบาลไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ตามที่เคยคาดหวังได้ อีกทั้งยังมีแรงกดดันทางการเมืองจากการวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชา ซึ่งถูกมองว่ายังไม่สร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

ทั้งนี้ แม้ว่าทั้งสองสถานการณ์จะมีผลลัพธ์แตกต่างกัน แต่บล.เคจีไอยังคงมองว่าตลาดหุ้นไทยมี downside จำกัด ด้วย 2 เหตุผลหลัก 

  • หนึ่งคือ แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากธนาคารกลางสหรัฐที่มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม และจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยที่อาจปรับท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจและแรงกดดันจากภาษีการค้า 
  • สองคือ ตลาดได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของ GDP ไปแล้วในระดับมาก โดยนักเศรษฐศาสตร์ทั้งของบล.เคจีไอและ consensus ส่วนใหญ่ประเมินว่า GDP ไทยครึ่งหลังปี 2568 จะเติบโตเพียงประมาณ 1% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโต 3% YoY

ในแง่กลยุทธ์การลงทุน ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าวยังคงเน้นหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยและได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และสาธารณูปโภค โดยมีรายชื่อหุ้นเด่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ AP, ORI, SAWAD และ BGRIM ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้แม้ท่ามกลางความผันผวน

ขณะเดียวกัน บล.เอเซียพลัสให้มุมมองเสริมว่า ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นกันยายน 2568 เป็นช่วงเวลาที่คดีการเมืองสำคัญหลายคดีจะมีการวินิจฉัย และอาจส่งแรงสะเทือนต่อเสถียรภาพทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ โดยนอกจากคดีจริยธรรมของแพทองธารแล้ว ยังมีคดีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าผู้ต้องขังทั่วไป

หากคำตัดสินออกมาในทิศทางลบ ทั้งในกรณีแพทองธารหรือทักษิณ ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหรือแม้กระทั่งการยุบสภา แต่หากศาลยกคำร้องทั้งหมด รัฐบาลแพทองธารในสมัยที่สองก็มีโอกาสเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ซึ่งน่าจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจดึงดูด Fund Flow จากต่างชาติให้กลับเข้าสู่ตลาดไทย


แชร์
หุ้นไทยลุ้นผล'อุ๊งอิ๊งค์' กูรูชี้กระทบน้อย นักลงทุนชิน ดอกเบี้ยลดหนุน