Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สรุปมาตรการ 7,700 ล้านบาท เยียวยาวิกฤตพลังงาน ช่วยใครบ้าง? ขาดอะไรอยู่
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สรุปมาตรการ 7,700 ล้านบาท เยียวยาวิกฤตพลังงาน ช่วยใครบ้าง? ขาดอะไรอยู่

12 เม.ย. 69
15:52 น.
แชร์

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยตัดสินใจออก “ชุดมาตรการช่วยเหลือ” เพื่อประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 อนุมัติงบประมาณรวม 7,700 ล้านบาท ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคขนส่ง แต่คำถามสำคัญคือมาตรการเหล่านี้ “ช่วยได้แค่ไหน” และ “ทั่วถึงจริงหรือไม่”

ภาพจากทำเนียบรัฐบาล
ภาพจากทำเนียบรัฐบาล

ภาพรวมมาตรการ: ช่วยเฉพาะหน้า เน้นลดภาระ-เติมสภาพคล่อง

หากมองในภาพใหญ่ มาตรการชุดนี้มีแนวคิดหลัก 4 เรื่อง คือ ลดค่าครองชีพ ลดต้นทุน สนับสนุนการปรับตัวด้านพลังงาน และเติมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ

จุดที่เห็นชัดคือ รัฐบาลเลือกใช้ “เครื่องมือทางการเงิน” เป็นหลัก เช่น

  • เพิ่มเงินช่วยเหลือ
  • ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
  • ผ่อนคลายเงื่อนไขภาครัฐ

กล่าวอีกแบบคือ เป็นมาตรการที่ “ช่วยให้หายใจได้” มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยรายละเอียดของมาตรการแต่ละกลุ่มมีดังนี้  

1. ประชาชน: เพิ่มเงิน-เปิดทางกู้เพื่อปรับตัว

กลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ “ประชาชน” โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจากราคาพลังงาน มีมาตรการหลัก 2 ส่วน

กลุ่มเปราะบาง - รัฐบาลเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 1 เดือน (13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569)

กลุ่มประชาชนทั่วไป

รัฐเปิดทางให้ “กู้เงินเพื่อปรับตัว” เช่น ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ วงเงิน 5,000 ล้านบาท ให้ประชาชนใช้ปรับตัวด้านพลังงาน เช่น 

  • การติดตั้งระบบ Solar Cell ซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น รายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี 
  • มีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มี.ค.2570 

นอกจากนี้ยังมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ 

  • สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เม.ย.69 
  • สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.69% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค.69
  •  สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท 

2. เกษตรกร: ให้สินเชื่อไปลดต้นทุน  คิดดอกเบี้ยคนละครึ่ง 

ภาคเกษตรถือเป็นอีกกลุ่มที่เปราะบางและได้รับผลกระทบพราะต้นทุนพลังงานและปุ๋ยคิดเป็น 40–50% ของต้นทุนทั้งหมด

มาตรการหลักดำเนินการโดย ธกส. ได้แก่ 

  • โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต การอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 3% ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี

3. ผู้ประกอบการ: ผ่อนเกณฑ์-ปล่อย Soft Loan

3.1 คู่สัญญาภาครัฐ 

  • กรมบัญชีกลางผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 - 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ

3.2 มาตรการสำหรับ SMEs 

  • กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้ 
  • นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น

4. ภาคขนส่ง: อุดหนุนน้ำมันระยะสั้น

อุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) 

มุมฝ่ายค้าน: “ช่วยไม่ทั่วถึง-งบไม่ตรงจุด”

ภาพจาก FB พรรคประชาชน
ภาพจาก FB พรรคประชาชน

หลังจากรัฐบาลมีการแจกแจงรายละเอียดมาตรการความช่วยเหลือออกมา มุมมองของฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน แถลงข่าวระบุว่า แม้มาตรการจะออกมาเร็วแต่มีหลายจุดที่ต้องตั้งคำถาม

1. เงินช่วยจริงน้อยกว่าที่เห็น

แม้งบรวม 7,700 ล้านบาท แต่เงินที่ช่วย “เฉพาะหน้า” จริงมีเพียงประมาณ 3,000 ล้านบาทส่วนที่เหลือเป็นการเติมงบเดิมที่ขาด

2. ยังมีหลายกลุ่มตกหล่น

  • ชาวประมง
  • อุตสาหกรรมต้นน้ำ (เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์)
  • ผู้ให้บริการเครื่องจักรการเกษตร

ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรง

3. ไม่แตะ “ต้นทุนจริง” ของเกษตร

ฝ่ายค้านชี้ว่าปุ๋ย และ น้ำมัน คือหัวใจต้นทุน แต่รัฐยังช่วยไม่เพียงพอ

โครงการปุ๋ยธงเขียวเข้าถึงเพียง ~1% ของความต้องการ ทั้งนี้โครงการปุ๋ยธงเขียว จำกัดอยู่ที่ 5+1 กระสอบ โดยรัฐบาลขยายวงเงินช่วยจาก 200 บาทต่อกระสอบเป็น 300 บาทต่อกระสอบ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วก็ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่ปัญหาของโครงการปุ๋ยธงเขียวคือจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมในอดีต สามารถเข้าร่วมในโครงการปัจจุบันได้น้อยมาก คือเพียงราว 1% ของความต้องการใช้ปุ๋ยเท่านั้น

แม้รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์  ระบุว่าจะมีการขยายตัวเลขของโครงการปุ๋ยธงเขียวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ระบุว่าจะขยายเป็นจำนวนเท่าไหร่ พรรคประชาชนจึงเสนอว่าควรมีการขยายให้ครอบคลุมเกษตรกรทุกราย ให้สามารถใช้สิทธิในลักษณะเดียวกันกับที่รัฐบาลวางไว้ได้

4. ปัญหาความโปร่งใสและงบประมาณ

มีข้อเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลปริมาณและราคาปุ๋ย และใช้ พ.ร.บ.โอนงบผ่านสภา เพื่อความโปร่งใส

บทสรุปาตรการ “ประคอง” มากกว่า “แก้เกม”หากมองอย่างตรงไปตรงมา มาตรการชุดนี้ช่วย “ลดแรงกระแทก” ได้ในระยะสั้นแต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญบางเรื่อง เช่น  เน้นการปล่อยกู้ มากกว่าการลดต้นทุนจริง มาตรการช่วยเหลืออาจยังไม่ครบทุกกลุ่ม และยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของพลังงาน

ที่มา : เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล , FB พรรคประชาชน 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

o ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โทร. 02 555 0555

o ธนาคารออมสิน โทร. 02 299 8000 หรือสายด่วน 1115

o ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร. 02 645 9000

o ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โทร. 02 169 9999

o ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โทร. 0 2265 3000 หรือสายด่วน 1357

o กรมบัญชีกลาง โทร. 02 127 7000

o สำนักงบประมาณ โทร. 02 278 7000

แชร์
สรุปมาตรการ 7,700 ล้านบาท เยียวยาวิกฤตพลังงาน ช่วยใครบ้าง? ขาดอะไรอยู่