
กระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มส่งผลกระทบย้อนกลับมายังผู้บริโภคทั่วไปอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านราคาของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แล็ปท็อป ไปจนถึงสมาร์ทโฟน เบื้องหลังคือการเร่งลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดมหาศาล ที่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก เพื่อรองรับการฝึกและประมวลผลโมเดล AI จนทำให้ชิปและหน่วยความจำขาดแคลน
ในจังหวะที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับความอิ่มตัวของโฆษณาและคอนเทนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อีกต้นทุนหนึ่งจาก AI และศูนย์ข้อมูล คือ ราคาของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งกำลังถูกกดดันจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอย่างรุนแรง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ยังไม่ได้สะท้อนเต็มที่ในราคาขายปลีกขณะนี้ แต่มีแนวโน้มจะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคในวงกว้างในเวลาอันใกล้ โดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นไป
การลงทุนใน AI ที่มากขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ได้เพิ่มดีมานด์ความต้องการฮาร์ดแวร์ทั่วโลกอย่างฉับพลัน บริษัทเทคโนโลยีและคลาวด์รายใหญ่เร่งกว้านซื้อหน่วยความจำทั้ง RAM และสตอเรจ เพื่อใช้กับเซิร์ฟเวอร์นับหมื่นเครื่องในศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หน่วยความจำซึ่งเคยเป็นชิ้นส่วนมาตรฐานของตลาดผู้บริโภค กลายเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนในเวลาอันสั้น และทำให้ราคาชิ้นส่วนดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน
แรงกดดันดังกล่าวเริ่มสะท้อนออกมาในนโยบายราคาของผู้ผลิตพีซี รายงานระบุว่า Dell กำลังเตรียมปรับขึ้นราคาคอมพิวเตอร์ในอัตรา 15-20% หรืออาจมากกว่านั้น เร็วที่สุดตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมปี 2568 ขณะที่ Lenovo ยืนยันว่าจะเริ่มปรับราคาสินค้าของบริษัทตั้งแต่ต้นปีใหม่ และมีแนวโน้มสูงที่ผู้ผลิตพีซีรายอื่นจะขยับตาม
นักวิเคราะห์ชี้ว่า หน่วยความจำและสตอเรจคิดเป็นสัดส่วนราว 15-18% ของต้นทุนการผลิตพีซีทั้งหมด เมื่อราคาชิ้นส่วนหลักพุ่งขึ้นแรง ผู้ผลิตจึงมีพื้นที่จำกัดในการดูดซับต้นทุน และต้องผลักภาระบางส่วนไปยังราคาขายปลีก
ในฝั่งผู้บริโภค ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดพีซีเริ่มแนะนำให้ผู้ที่มีแผนซื้อคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปเร่งตัดสินใจก่อนที่ราคาจะปรับขึ้นเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะก่อนการเปิดตัวรุ่นใหม่ในงาน CES ต้นปีหน้า ซึ่งอาจมาพร้อมราคาที่สูงกว่าเดิม
นอกจากนี้ โครงสร้างของแล็ปท็อปรุ่นใหม่จำนวนมากยังใช้ RAM แบบบัดกรีติดกับเมนบอร์ด ทำให้ไม่สามารถอัปเกรดภายหลังได้ การเลือกสเปกหน่วยความจำให้เพียงพอตั้งแต่แรกจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่งขึ้นในช่วงที่ราคากำลังจะขยับขึ้น ขณะที่ในกลุ่มแล็ปท็อปเกมมิ่ง ซึ่งยังสามารถเพิ่ม RAM ได้ในภายหลัง ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการใส่หน่วยความจำให้เต็มตั้งแต่ตอนสั่งซื้ออาจคุ้มค่ากว่า เพราะต้นทุนในการอัปเกรดในอนาคตมีแนวโน้มแพงกว่าปัจจุบัน
นอกจากพีซีและแล็ปท็อปแล้ว ผลกระทบจากภาวะหน่วยความจำขาดแคลนยังลุกลามไปยังตลาดสมาร์ทโฟนด้วย โดยต้นทุนหน่วยความจำและสตอเรจประเภท DRAM และ NAND ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสมาร์ทโฟน ปรับเพิ่มขึ้นราว 30-40% เมื่อเทียบรายปี และในบางกรณีราคาสูงขึ้นถึงสองเท่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนระดับล่างและระดับกลาง ซึ่งมีมาร์จินบางและอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นราคามากที่สุด
นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่า แม้การขึ้นลงของราคาเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา แต่รอบปัจจุบันถือว่า “มาเร็วและแรงผิดปกติ” เนื่องจากถูกขับเคลื่อนโดยอุปสงค์จากศูนย์ข้อมูล AI เป็นหลัก
ในอนาคต โรงงานผลิตชิปและหน่วยความจำจึงต้องจัดสรรกำลังการผลิตให้กับชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ที่มีกำลังจ่ายสูงอย่าง Microsoft, Google และ Amazon Web Services ก่อนตลาดผู้บริโภคทั่วไป ส่งผลให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกแย่งออกจากตลาดสมาร์ทโฟนและพีซี
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดระบุว่า ราคาเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปีหน้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แม้ยอดจัดส่งรวมอาจชะลอลงเล็กน้อย เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนถูกกีดกันออกจากตลาดด้วยราคาที่สูงขึ้นหรือเลื่อนการตัดสินใจซื้อออกไป
แรงกดดันจะรุนแรงที่สุดในกลุ่มสมาร์ทโฟน Android ระดับล่างถึงกลาง ซึ่งผู้ผลิตมีพื้นที่จำกัดในการดูดซับต้นทุน ผู้ผลิตบางรายอาจเลือกขึ้นราคาโดยตรง ขณะที่บางรายอาจเลือกตรึงราคาไว้ แต่แลกกับการลดคุณภาพของชิ้นส่วนอื่นที่ไม่ใช่หน่วยความจำ เช่น กล้อง หน้าจอ หรือชิปประมวลผล
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้การปรับขึ้นราคาสำหรับผู้ใช้ปลายทางอาจอยู่ในกรอบราว 10–20% ซึ่งไม่ถึงขั้นรุนแรง แต่สำหรับอุปกรณ์ที่มีราคาหลายร้อยดอลลาร์ การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า ขณะที่ผู้ใช้ระดับบนที่เลือกซื้อสมาร์ทโฟนเรือธงหรือรุ่นโปร อาจต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการจ่ายแพงขึ้น หรือได้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลน้อยลงในราคาเดิม
ที่มา: CNET, Fast Company