Logo site Amarintv 34HD
Logo Seagame2025Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ดร.พจน์ชี้ต่างชาติมองไทยไร้สมรรถภาพ ต้องมีวาระแห่งชาติ-แก้อุปสรรค ศก.
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ดร.พจน์ชี้ต่างชาติมองไทยไร้สมรรถภาพ ต้องมีวาระแห่งชาติ-แก้อุปสรรค ศก.

29 พ.ย. 68
19:10 น.
แชร์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ (globalizaton) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การเข้ามาตั้งฐานการผลิตของบริษัทต่างประเทศ และการที่ไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานข้ามชาติ ซึ่งทำให้เกิดผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก พร้อมกันกับการสร้างงานที่ทำให้คนไทยจำนวนมากมีงานทำและมีรายได้มากขึ้น กล่าวได้ว่าโลกาภิวัตน์ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีส่วนอย่างมากในการทำให้ความยากจนของคนไทยลดน้อยลง 

แต่วันนี้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ที่ไทยเคยได้รับมากำลังลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว เพราะโลกเข้าสู่ยุคทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (degobalization) มีการแบ่งกลุ่มแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานกระจายตัวอย่างระมัดระวังขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตของผู้ประกอบการไทยที่ส่วนหนึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอีกต่อไป ส่วนการดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อสร้างงานในประเทศไทยก็คงคาดหวังมากไม่ได้แล้ว

ในขณะเดียวกัน เมื่อหันมาส่องกระจกมองตัวเอง หรือพิจารณาปัจจัยภายในของประเทศไทยก็พบความจริงว่า ประเทศไทยเรามีปัญหาหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนพูดตรงกันว่าปัญหาส่วนใหญ่ “มาจากภาครัฐ – ต้องแก้ที่ภาครัฐ” 

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่ท้าทายขึ้นหลายเท่าตัว ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมสะท้อนปัญหาพร้อมชี้แนะทางแก้ ในวงเสวนา Executive Roundtable หัวข้อ “Driving in the Wave of Deglobalization แนวทางขับเคลื่อนธุรกิจในกระแสโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ” ในงาน SPOTLIGHT DAY 2025 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “New World Order เศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่” ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

ชี้ 3 ข้อที่ต้องทำก่อนเลือกตั้ง

ดร.พจน์สะท้อนมุมมองต่อหลายๆ ปัญหาในประเทศไทยว่า “ปัญหาไม่ได้เกิดจากภาคเอกชน” แต่เกิดจากภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยภาคการเมืองและภาคข้าราชการที่ไม่มีความชัดเจนในการดำเนินนโยบายและการคุมกฎ 

ดร.พจน์มองว่ามี 3 ข้อที่รัฐและเอกชนไทยต้องทำก่อนการเลือกตั้งใหม่ ข้อแรก คือ รัฐบาลต้องผลักดันนโยบายที่สนับสนุนเศรษฐกิจผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะหลายเรื่องที่ต้องทำเพื่อการเดินหน้าของเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องใช้เวลานาน ขณะที่รัฐบาลนี้มีเวลาประมาณ 4 + 4 เดือน อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลผลักดันนโยบายผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไว้ก่อน จะช่วยให้สามารถผลักดันต่อได้ในช่วงเวลาประมาณ 4 เดือนที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจนถึงตอนนี้ รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย 3-4 เรื่องที่ภาคเอกชนต้องการผ่านมติ ครม.แล้ว ดังนั้น ฝั่งเอกชน นำโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ต้องประสานงานกับรัฐบาลและภาคราชการอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้โอกาสนี้สูญเปล่า

ข้อที่สอง ดร.พจน์ชี้ว่า ภาคธุรกิจไทยต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะโลกไม่ได้หยุดตามประเทศไทยหรือใครทั้งนั้น ปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะหยุดนิ่งไม่ได้ ส่วนภาครัฐต้องสนับสนุนด้วยกฎหมายที่อำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ 

“อย่าลืมว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนโดยรัฐบาล ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยข้าราชการ แต่เศรษฐกิจทั้งหมดขับเคลื่อนโดยเอกชน เครื่องยนต์เศรษฐกิจอยู่ที่เอกชนล้วน ๆ รัฐบาลกับข้าราชการเป็นเพียงฝ่ายที่เข้ามาช่วยสนับสนุน ออกกฎหมายสนับสนุน-อำนวยความสะดวก และคุมเข้มให้เอกชนอยู่ในกฎ เราเชื่อว่าเอกชนรอไม่ได้ เอกชนจะต้องจับมือกันขับเคลื่อนต่อไป อย่างหอการค้าไทยมีการเดินสายเจรจาเยอะมาก มีการทำงานในระดับเชิงลึกกับจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรปหนักมาก เรารู้ว่าเราหยุดไม่ได้ เรารอรัฐบาลไม่ได้ เพราะถ้าเราหยุดมันหยุดหมด มีหลายเรื่องที่หอการค้าไทยทำโดยที่ไม่ได้บอกรัฐบาล เรียกว่าเป็นการไปเดินใต้ดิน อย่างขายข้าวก็เดินใต้ดินเยอะ เพราะฉะนั้น เอกชนหยุดไม่ได้”  

ส่วนที่ข้อสาม ดร.พจน์ชี้ว่า ภาคเอกชนต้องรวมตัวกันสื่อสารเรียกร้องถึงสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็น ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่อยู่ระหว่างการประชาสัมพันธ์เพื่อขับเคลื่อนอย่างจริงจัง คือ การต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ร่วมกับหลายองค์กรตั้ง “Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ 

ไทยต้องมี National Agenda 

ดร.พจน์บอกว่า มีหลายอย่างที่ภาคเอกชนจำเป็นต้องรณรงค์ออกมาก่อนเลือกตั้ง ที่สำคัญ คือ ต้องรณรงค์ว่า ไทยต้องมี National Agenda หรือ ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ทุกรัฐบาลจะผลักดันต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนทิศทางนโยบายไปตามการเปลี่ยนรัฐบาล โดยมองว่ามีหลายเรื่องที่ควรบรรจุอยู่ใน National Agenda เช่น การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน การพัฒนาการศึกษา และการสร้างจิตสำนึกภาคประชาชน 

“ถ้าพรรคการเมืองยังเล่นการเมืองแบบไม่ใช้ National Agenda เป็นตัวตั้ง เปลี่ยนนโยบายไปตามการเปลี่ยนนายกฯ ชาติหน้าบ่ายห้าโมงประเทศไทยก็ไม่เกิด ต้องมี National Agenda ที่ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องดำเนินนโยบายไปตามทิศทางเดียวกัน 

“วันนี้ประเทศไทยเราเปราะบางมาก ผมพบต่างชาติเยอะ ต่างชาติเขามองเราไร้สมรรถภาพมาก เขามองเราเทียบกับเวียดนามแล้วมองว่าเวียดนามเก่งกว่าเราเยอะ ผมเหนื่อยใจมาก ผมเห็นเวียดนามตั้งแต่เปิดประเทศใหม่ ๆ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว มาถึงวันนี้มีคนบอกว่าไทยแพ้เวียดนาม แพ้ทั้งเรื่องคน เรื่องการศึกษา แพ้เรื่องประชากร ผมว่าเราเหนื่อย ถ้าคนรุ่นเราไม่ผลักดันให้รัฐบาลและประเทศมีการเปลี่ยนแปลง ผมว่าเราไปต่อลำบาก” ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าว

ภาษีสหรัฐฯ 19% ส่งออกยังโตได้ กลัวเจอ 36%

สำหรับเรื่องการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯที่ขณะนี้ยังหยุดชะงัก ดร.พจน์เปิดเผยความคิดเห็นว่า ไม่กังวลมากกับภาษีนำเข้าที่อัตรา 19% และไม่คาดหวังจะได้อัตราต่ำกว่านี้ แต่กังวลว่าอัตราภาษีจะกลับไปที่ 36% เพราะอัตรา 19% ยังเป็นอัตราที่การส่งออกของไทยพอจะเติบโตได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯซื้อสินค้าไทยมากขึ้น ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯก็ยังคงเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

“อัตรา 19% เราปลอดภัย อย่าคิดโลภ [ที่จะได้ต่ำกว่านี้] แต่ถ้าสูงเกิน 19% เราเหนื่อย” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.พจน์มองว่า เรื่องภาษีสหรัฐฯยังมีความเป็นไปได้ในทางบวกด้วยเช่นกัน คือ มีความเป็นไปได้ที่ศาลสูงของสหรัฐฯจะตัดสินว่า การใช้อำนาจสั่งเก็บภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นไปได้แม้กระทั่งว่าทรัมป์เองอาจจะไม่เก็บภาษีแล้ว เพราะทราบแล้วว่าผู้เดือดร้อนคือผู้บริโภคในสหรัฐฯเอง อีกทั้ง กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งของสหรัฐฯ อย่าง Walmart และ Costco ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของพรรครีพับลิกัน ได้พูดคุยหารือเรื่องนี้กับทรัมป์มาตลอด ดังนั้น จึงทำให้เห็นการถอยอย่างไว้เชิงของทรัมป์ โดยเห็นได้จากการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าอาหารราว 200 รายการ

มูลค่าจีดีพีหายเพราะเงินบาทแข็งและท่องเที่ยวหด

ดร.พจน์แสดงความเห็นในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจว่า โดยส่วนตัวไม่ได้สนใจแค่ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพีโต) มากหรือน้อย แต่สนใจความเป็นจริงในสังคมว่า คนไทยอยู่รอดได้หรือไม่ “มีคนอดตายหรือไม่ คนไทยมีกินหรือไม่ คนไทยมีที่อยู่อาศัยหรือไม่ นี่คือหลักใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศ เศรษฐกิจจะโตน้อยอย่างไรก็ตาม ขอให้คนยังมีกินก็ยังอยู่รอดได้” 

ดร.พจน์อธิบายว่า สาเหตุที่จีดีพีในปี 2568 นี้โตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเกือบ 10% ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกหายไปเกือบ 10% จากมูลค่าการส่งออกของไทยอยู่ที่ประมาณปีละเกือบ 9 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกหายไปเกือบ 1 ล้านล้านบาทเพราะค่าเงินบาทแข็ง ขณะเดียวกัน รายได้ภาคการท่องเที่ยวหายไปอีกประมาณ 10% โดยมีปัจจัยหลัก คือ การที่นักท่องเที่ยวจีนไม่กลับมา เมื่อรวมรายได้ที่หายไปของภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวแล้ว มูลค่าจีดีพีไทยจึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท 

กฎหมายล้าหลัง-กระบวนการล่าช้า เป็นอุปสรรคเศรษฐกิจ 

หนึ่งปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจที่ผู้นำองค์กรที่ร่วมเสวนามองตรงกัน คือ กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ ในเรื่องนี้ ดร.พจน์กล่าวว่า แม้ประเทศไทยมี ‘พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558’ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิดความสะดวกจริง ต้องขออนุญาตและเจอเงื่อนไขของหลายหน่วยงาน เพราะกฎหมายมีลักษณะเป็นแท่ง แต่ละหน่วยงานมีกฎหมายของตนเองที่ให้อำนาจ งบประมาณ และกำลังคนของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานไม่อยากเสียอำนาจและทรัพยากรไป

ดร.พจน์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการที่ตนเองเป็นหนึ่งกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อย คือ ปัญหาผังเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายผังเมืองของกระทรวงมหาดไทย 

นอกจากความไม่สะดวกในแง่กระบวนการแล้ว อีกปัญหาในทางกฎหมายที่ ดร.พจน์ชี้ให้เห็น คือ ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่ล้าหลังไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะกฎหมายที่ตราขึ้นมานานกว่า 100 ปี ในกระทรวงหลัก ๆ ที่มีมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ ขณะที่กฎหมายของกระทรวงใหม่ ๆ ก็มีอายุมากกว่า 20-30 ปี เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีกฎหมายเกิดใหม่หลังจากได้รับเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคม ถือว่ากฎหมายไทยเก่าล้าหลังกว่ากฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน 

“ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาที่ต้นทาง ผมมองว่ากฎหมายคือปัญหา เพราะฉะนั้น กฎหมายควรเป็นหนึ่งใน National Agenda ต้องมีการตัดและปรับแก้กฎหมาย ต้องปรับโครงสร้างให้ได้”

ดร.พจน์ชี้ตัวอย่างปัญหาในภาคการเกษตรว่า ประเทศไทยต้องนำเข้านมปีละหลายแสนตัน แต่กลับมีข่าวให้เห็นแทบทุกปีว่า น้ำนมสดของเกษตรกรไทยบูด น้ำนมสดเหลือ ขายไม่ออก 

จากปัญหาต่าง ๆ ดร.พจน์สรุปว่า ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างใหญ่ ต้องมี National Agenda ทั้งเรื่องกฎหมาย เรื่องการกำจัดคอรัปชั่น และย้ำอีกว่า การบริหารจัดการต้องมีนโยบายที่ชัดเจนก่อน มิฉะนั้นจะเดินต่อไม่ได้ 

ดร.พจน์กล่าวโยงไปเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SME ด้วยว่า เป็นห่วงความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในระยะกลางและระยะยาว แต่ในระยะสั้นไม่ห่วงเท่าไรนัก เนื่องจากในระยะสั้น บริษัทเอกชนใหญ่ ๆ เช่น SCG ไทยเบฟเวอเรจ ซีพี รวมถึงองค์กรอย่างหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีการช่วยเหลือ SME อยู่ตลอด 

“หอการค้าฯขับเคลื่อนเรื่องการช่วยเหลือ SME หนักมาก ผมเชื่อว่าเอกชนช่วยกันได้ในส่วนที่มีกำลัง ส่วนรัฐอย่าขวาง และต้องซัพพอร์ต นี่คือจุดที่สำคัญมาก” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าว

ปลดล็อกการลงทุนเริ่มที่แก้กฎกระทรวง-ประกาศกรม 

ดร.พจน์อธิบายเพิ่มเติมลงรายละเอียดเรื่องกฎหมายอีกว่า กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนมากที่สุดไม่ใช่กฎหมายระดับ ‘พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)’ ซึ่งแก้ไขยาก แต่เป็น ‘กฎกระทรวง’ และ ‘ประกาศกรม’ ซึ่งแก้ไขหรือยกเลิกได้ง่ายโดยกระทรวงสามารถประกาศแก้ไขหรือยกเลิกได้เลย ไม่ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภา แต่เหตุผลที่การแก้ไขหรือยกเลิกไม่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะหน่วยงานเกรงจะสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะจริงจังกับการแก้ไขและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ต้องแก้ที่ประกาศกรมก่อน 

นอกจากนั้น ดร.พจน์เล่าข้อมูลแบบวงในให้ฟังด้วยว่า ในรอบปีที่ผ่านมา หอการค้าไทยฯต้องช่วยแก้ปัญหาเรื่องการลงทุนของนักลงทุนจีนจำนวนหลายกรณี จากการที่สมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในไทยซึ่งมีสมาชิก 1,600 บริษัท ร้องเรียนว่าทุกกระบวนการขออนุญาตมีอุปสรรคปัญหาทั้งหมด ตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งมีเงื่อนไขจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ดร.พจน์มองว่า ส่วนหนึ่งของมาตรการ ‘Thailand FastPass’ ที่รองนายกฯและ รมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สั่งการ คือ ให้นำหน่วยงานทั้งหมดไปรวมเป็นศูนย์ให้บริการครบวงจร (one stop service) ที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น

แชร์
ดร.พจน์ชี้ต่างชาติมองไทยไร้สมรรถภาพ ต้องมีวาระแห่งชาติ-แก้อุปสรรค ศก.