
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า จากการประสานกับผู้กำกับ สน.วังทองหลาง บอกว่าสามารถเคลื่อนย้ายตู้เซฟของแม่ภัทร และมาที่ สน. ได้ โดยจะประสานกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ซึ่งการดำเนินการเป็นอำนาจของ "แม่ภัทร" ร่วมกับตำรวจ และจะต้องติดตามนายเบนซ์ให้นำกุญแจมาเปิดตู้เซฟ หากไม่มีอะไร เหตุใดจึงไม่นำกุญแจมาให้ หากตนเองเป็นลูกชายและไม่มีอะไร ป่านนี้ก็คงขับรถมาถึงแล้ว เพื่อเปิดตู้เซฟต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใสมากกว่า แต่หากไม่เดินทางมา ก็ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะตั้งแต่วันที่ส่งมอบตู้เซฟคืน ก็ควรนำกุญแจมาคืนแม่ภัทรด้วย หรือเปิดตู้เซฟต่อหน้าแม่ภัทร เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ หากแม่ภัทรจะเรียกช่างกุญแจมาเปิดตู้เซฟ นายเอกภพ ระบุว่า มองว่าเป็นไปได้ เพราะมีการลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะเก็บตู้เซฟไว้ เนื่องจากเป็นของกลางในคดี ส่วนขั้นตอนต่อไปเป็นอำนาจของตำรวจว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่หากจะเปิดตู้เซฟก็สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นทรัพย์สินของแม่ภัทร โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เช่น ให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจเข้าร่วมตรวจสอบ และให้แม่ภัทรอยู่เป็นพยานในการเปิดตู้เซฟ
นายเอกภพ กล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจแม่ภัทร เพราะเมื่อไม่มีเงินก็อยากเปิดตู้เซฟ เนื่องจากมีทรัพย์สินอยู่ภายใน โดยส่วนตัวทราบว่านายเบนซ์ได้ประสานกับทางตำรวจ และคาดว่าจะเดินทางมาในวันนี้
ด้าน พ.ต.ท.มารุต แก้วประเสริฐ รองผู้กำกับการสอบสวน สน.วังทองหลาง เปิดเผยว่า วันนี้จะให้แม่ภัทรลงบันทึกประจำวันและสอบปากคำ กรณีนำตู้เซฟมาให้พนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐาน ซึ่งหลังจากนี้จะต้องรอให้ลูกชายนำกุญแจมาเปิด หากลูกชายไม่นำกุญแจมาเปิด และจะให้ช่างกุญแจทำการเปิดตู้เซฟเองก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีลูกชายร่วมสังเกตการณ์อยู่ด้วย เนื่องจากผู้เสียหายอ้างว่ามีทรัพย์สินอยู่ในเซฟ หากเกิดการสูญหายจะได้ตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่หากวันนี้ลูกชายไม่มา ตำรวจจะออกหมายเรียกตามขั้นตอน และจะเก็บรักษาตู้เซฟซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานในคดีไว้ที่ สน.วังทองหลาง เพื่อให้ตำรวจเป็นผู้ดูแลรักษาจนกว่าจะมีการเปิดตู้เซฟต่อ
Advertisement