
จากกรณีข่าวใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับเรื่องราวของ “แม่ภัทร” ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจ และเข้าร้องเรียนกับเพจ “สายไหมต้องรอด” รวมถึงรายการดัง หลังถูกส่งตัวไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และต้องเผชิญกับมรสุมดรามา และข้อพิพาททางกฎหมายนั้น
ต่อมาวันที่ 15 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมสายไหมต้องรอด ได้เข้าไปภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านวัชรพล เพื่อยกตู้เซฟที่มีน้ำหนักกว่า 300 กิโลกรัม ขึ้นรถขนส่งเอกชน ออกมาจากบ้านพักของนายเบนซ์ ลูกชายของแม่ภัทร โดยตู้เซฟนี้เป็นตู้เซฟของแม่ภัทร ที่ข้างในมีทรัพย์สินมูลค่า 9 ล้านบาท
ต่อมาเวลา 10.37 น. แม่ภัทร พร้อมทีมงานสายไหมต้องรอด เดินทางมาถึง สน.วังทองหลาง พร้อมตู้เซฟ ก่อนที่แม่ภัทรจะให้สัมภาษณ์ว่า แม่ภัทรยกตู้เซฟกลับมาแล้ว หลังประสานนิติบุคคลให้นำออกจากที่พัก โดยต้องใช้คนถึง 8 คนช่วยกันยกขึ้นรถ เนื่องจากตู้เซฟมีน้ำหนักมาก ซึ่งตลอดการยกตู้เซฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำให้ถ่ายวิดีโอเก็บไว้ทุกขั้นตอน เพื่อเป็นหลักฐาน พร้อมบอกว่านายเบนซ์ ลูกชาย ยังไม่นำกุญแจตู้เซฟมาคืน และไม่ทราบว่ามีการเปลี่ยนรหัสหรือไม่ ขณะนี้ประสานให้นำกุญแจมาเปิด
แม่ภัทร ยอมรับว่า ขณะยกตู้เซฟพยายามฟังเสียงภายในตู้ หวังว่าจะได้ยินเสียงทรัพย์สินกระทบกัน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร พร้อมยอมรับว่าเริ่มเผื่อใจไว้แล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าภายในตู้เซฟยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่หรือไม่
สำหรับกุญแจตู้เซฟ ลูกชายยังไม่ได้นำมาคืน ส่วนรหัสตู้เซฟนั้น แม่ภัทรทราบรหัสเดิม แต่ไม่ทราบว่าปัจจุบันมีการเปลี่ยนรหัสไปแล้วหรือไม่ จึงประสานผ่านผู้จัดการนิติบุคคลให้ลูกชายนำกุญแจมาให้ โดยได้รับแจ้งว่าลูกชายอยู่ข้างนอก และต้องกลับไปนำกุญแจมาก่อน คาดว่าอาจนำมาให้ได้ในช่วงบ่ายถึงเย็น
แม่ภัทร กล่าวว่า ขณะนี้ยังพยายามโทรศัพท์ติดต่อลูกชายทุกวัน แต่ลูกชายยังไม่รับสาย พร้อมฝากข้อความถึงลูกชายว่า อยากให้รับโทรศัพท์แม่บ้าง และนำกุญแจมาให้ เพราะได้รับตู้เซฟกลับมาแล้ว และต้องการนำทรัพย์สินภายในออกมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ส่วนกรณีที่ลูกชายโทรศัพท์ไปแจ้งนิติบุคคลในช่วงเช้าก่อนยกตู้เซฟ โดยบอกว่ายังไม่ให้ยกและต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น แม่ภัทรระบุว่า ก่อนดำเนินการทุกขั้นตอนได้ปรึกษาเจ้าหน้าที่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงว่า การยกตู้เซฟไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ เนื่องจากมีการนำตู้เซฟมาคืนแล้ว แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ทรัพย์สินภายในได้รับความเสียหายระหว่างเคลื่อนย้าย
แม่ภัทรระบุว่า หากลูกชายไม่นำกุญแจมาให้ ตำรวจแจ้งว่าจะดำเนินการออกหมายเรียก แต่จะทำให้กระบวนการล่าช้า จึงอยากขอความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยพิจารณาว่า สามารถจ้างช่างกุญแจมาเปิดตู้เซฟต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมบันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานได้หรือไม่ โดยยังไม่ได้ปรึกษาในประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ และจะสอบถามเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่
สำหรับทรัพย์สินภายในตู้เซฟ แม่ภัทรประเมินมูลค่าตามราคาปัจจุบันไว้ที่กว่า 9 ล้านบาท เนื่องจากมีทองคำอยู่ภายใน ซึ่งราคาทองคำในวันที่ซื้อกับราคาปัจจุบันแตกต่างกัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำให้คำนวณมูลค่าตามราคาปัจจุบัน
แม่ภัทร ยืนยันว่า จำรายการทรัพย์สินได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และมีภาพถ่ายกับหลักฐานบางส่วนที่เคยเก็บไว้ โดยทรัพย์สินที่เคยเห็นล่าสุด ซึ่งลูกชายนำมาให้ดูและคืนให้แม่ ประกอบด้วยต่างหู 2 คู่ แหวนรุ่น 2 วง และแหวนเพชร 2 วง ซึ่งแม่ภัทรยืนยันว่า ไม่ได้มีทรัพย์สินเพียงเท่านี้ เพราะลูกชายรับรู้มาตลอดว่าแม่ซื้อทองคำและทรัพย์สินอะไรเก็บไว้บ้าง
แม่ภัทร ยังเปิดเผยว่า ก่อนตัดสินใจแจ้งความ พยายามติดต่อพูดคุยกับลูกชายมาโดยตลอด เพื่อขอให้คืนบ้าน โรงงาน และตู้เซฟ ลูกชายเคยรับปากว่าจะคืนทรัพย์สินทั้งหมด แต่มีการเลื่อนเวลาออกไปเรื่อยๆ กระทั่งนำทรัพย์สินบางส่วนมาคืนและยืนยันว่ามีอยู่เพียงเท่านั้น ซึ่งแม่ภัทรไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่ายังมีทรัพย์สินอื่นอีก
นอกจากนี้ แม่ภัทรระบุว่า เคยพยายามเข้าไปพูดคุยที่โรงงาน แต่ถูกน้องชายของลูกสะใภ้ขัดขวางไม่ให้เข้าไป พร้อมยืนยันว่าก่อนหน้านี้พยายามเจรจากับลูกชายอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ได้ต้องการให้เรื่องบานปลายจนต้องแจ้งความ
แม่ภัทรยืนยันว่า หากเปิดตู้เซฟแล้วพบว่าทรัพย์สินไม่ครบ หรือไม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่ ก็พร้อมดำเนินการแจ้งความเพิ่มเติมตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยพิจารณาแนวทางดำเนินการ เพื่อให้สามารถเปิดตู้เซฟตรวจสอบทรัพย์สินได้โดยเร็วที่สุด
ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานที่นำตู้เซฟออกมาจากหมู่บ้าน จะช่วยกันยกตู้เซฟขึ้นรถเข็นและเคลื่อนย้ายมายัง สน.วังทองหลาง ก่อนนำไปเก็บไว้ภายในห้องควบคุมตัวผู้ต้องหา เพื่อความปลอดภัย
Advertisement