
วันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ลานอเนกประสงค์ศาลาว่าการอำเภอหลังสวน นายจีรศักดิ์ แสงหอย ปลัดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ตรวจสอบผลผลิตมังคุดของชาวสวน เพื่อรับทราบปัญหาและความเดือดร้อน โดยมี นายธีรศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร นายมานิต บดีภัทร นายอำเภอหลังสวน ดร.ชลทิป สุวรรณหกาญจน์ สภาเกษตรกรอำเภอทุ่งตะโก และนายสุรินทร์ ทองน้อย ประธานสหกรณ์การเกษตรหลังสวน จำกัด ร่วมลงพื้นที่
สถานการณ์ล่าสุด ราคามังคุดในพื้นที่ตกต่ำอย่างหนัก บางพื้นที่รับซื้อแบบเหมารวมเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท ขณะที่มังคุดดอกดำราคาตกเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 บาท สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรอย่างหนัก หลังผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด แต่กลับหาช่องทางจำหน่ายได้ยาก
เกษตรกร ระบุว่า ปัญหาราคามังคุดตกต่ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ เพราะต้องแบกรับต้นทุนดูแลสวน ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรง และค่าเก็บเกี่ยว แต่เมื่อถึงช่วงเก็บผลผลิตกลับต้องเผชิญกับราคาที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะมังคุดที่ไม่ได้คุณภาพตามเกณฑ์การรับซื้อ ราคายิ่งลดลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 บาท
ด้านดร.ชลทิป สุวรรณหกาญจน์ สภาเกษตรกรอำเภอทุ่งตะโกเปิดเผยว่า สถานการณ์มังคุดของจังหวัดชุมพรในขณะนี้ถือว่าแย่มาก ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 15-17 บาท แต่สถานการณ์ปัจจุบันบางพื้นที่ไม่คุ้มแม้กระทั่งต้นทุนในการเก็บเกี่ยว ขณะที่ผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับซื้อถอนตัวออกไปจำนวนมาก จนแทบจะไม่มีผู้รับซื้อ
ดร.ชลทิป กล่าวว่า ขณะนี้สภาเกษตรกรต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยกระจายผลผลิตมังคุดจำนวนมากออกไปยังจังหวัดอื่น โดยสภาเกษตรกรได้ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรหลังสวน จำกัด รวบรวมผลผลิต เพื่อช่วยกันระบายสินค้า โดยมีนายสุรินทร์ ทองน้อย จัดรวบรวมผลผลิตไว้ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอหลังสวน“สถานการณ์วันนี้แย่มาก” พร้อมเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสินค้าเกษตร ทั้งหน่วยงานพาณิชย์ หอการค้า และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน โดยเสนอให้พิจารณาแนวทางกระจายสินค้าไปยังจังหวัดอื่น เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยใช้แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดในสินค้าเกษตรชนิดอื่น
ดร.ชลทิป ยังกล่าวถึงปัญหาต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรและราคาปลายทาง พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาช่วยเหลือในช่วงที่เกษตรกรกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะการหาพื้นที่และช่องทางระบายมังคุดไปยังจังหวัดต่างๆ เนื่องจากมังคุดเป็นผลผลิตตามฤดูกาลและมีระยะเวลาในการเก็บรักษาไม่มาก
ขณะที่นายสุรินทร์ ทองน้อย ประธานสหกรณ์การเกษตรหลังสวน จำกัดในฐานะผู้รวบรวมมังคุดในพื้นที่อำเภอหลังสวน กล่าวว่า ปีนี้ราคามังคุดตกต่ำมากจนไม่คุ้มทุน โดยมังคุดที่รับซื้อแบบเหมารวมอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนมังคุดดอกดำอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท ขณะที่มังคุดหัวรับซื้อประมาณ 11-12 บาท หรือบางส่วนอยู่ที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม
นายสุรินทร์ กล่าวว่า ในฐานะผู้รวบรวมและหาแหล่งรับซื้อ ได้พยายามเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อส่งมังคุดไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ โดยสภาเกษตรกรได้ประสานหาแหล่งผู้รับซื้อผ่านเครือข่ายสภาเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อช่วยพยุงราคาผลผลิตของเกษตรกรอำเภอหลังสวน
โดยเริ่มเปิดรับซื้อมังคุดตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ขณะนี้สามารถรวบรวมได้ประมาณ 23 ตัน และทยอยส่งไปยังจังหวัดนครปฐมและจังหวัดสุพรรณบุรี
นายสุรินทร์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญคือการพัฒนาคุณภาพมังคุด ขณะเดียวกันภาครัฐควรเข้ามาหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรที่ยังไม่มีกลุ่มและไม่มีแหล่งจำหน่าย สามารถรวมกลุ่มเพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายมังคุดในราคาที่เป็นธรรม พร้อมเสนอให้ภาครัฐจัดหาแหล่งรับซื้อที่เป็นหลักเป็นแหล่ง และมีราคามาตรฐานในพื้นที่อำเภอหลังสวน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาตกต่ำ
ส่วนปัญหาคุณภาพผลผลิตจากสภาพอากาศ นายสุรินทร์ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกต่อเนื่อง 4-5 วัน ส่งผลให้บางพื้นที่พบมังคุดเป็นยางและเป็นแก้ว จึงจำเป็นต้องมีการคัดคุณภาพ แม้เกษตรกรบางรายจะเห็นว่ามีการคัดมากเกินไป แต่หากไม่คัดแล้วส่งถึงผู้บริโภคและพบปัญหาคุณภาพ ก็จะส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายเช่นกัน จึงเห็นว่าทั้งเกษตรกรและผู้รับซื้อจำเป็นต้องร่วมกันรับผิดชอบและพัฒนาคุณภาพผลผลิต
สำหรับการช่วยเหลือระบายผลผลิต นายสุรินทร์ เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวหลังสวนได้ทำเอ็มโอยูกับจังหวัดร้อยเอ็ด โดยสหกรณ์การเกษตรหลังสวนมีสัญญารับข้าวสารจากจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นระยะเวลา 1 ปี ปริมาณ 1,000 ตัน และได้มีการส่งมังคุดไปยังจังหวัดร้อยเอ็ดจำนวน 8 ตัน เพื่อช่วยกันแลกเปลี่ยนและระบายสินค้า โดยใช้เครือข่ายการซื้อขายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นายสุรินทร์ ย้ำว่า ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือเกษตรกรจำนวนมากไม่มีช่องทางจำหน่ายมังคุด จึงจำเป็นต้องช่วยกันเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพราะมังคุดตาขาวสามารถเก็บไว้ได้เพียงประมาณ 3-4 วัน หากเก็บไว้นาน น้ำหนักจะลดลงและทำให้เกิดการขาดทุนเพิ่มขึ้น
พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องช่วยประสานคู่ค้าและพื้นที่จำหน่าย เพื่อให้มังคุดจากจังหวัดชุมพรสามารถกระจายออกไปยังจังหวัดอื่นได้อย่างรวดเร็ว
“ในฐานะประธานสหกรณ์ ผมก็อยากช่วยเกษตรกร แต่หากดำเนินการแล้วสหกรณ์ขาดทุน ประธานและคณะกรรมการก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน สหกรณ์ต้องการมีกำไร แต่ไม่สามารถขาดทุนได้ เพราะเป็นหลักการของสหกรณ์”
สถานการณ์ราคามังคุดที่ตกต่ำในครั้งนี้ จึงกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของชาวสวน ขณะที่ผลผลิตยังทยอยออกจากสวนอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจึงฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งประสานผู้รับซื้อ จัดหาตลาดเพิ่มเติม และเปิดช่องทางกระจายผลผลิตทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวนมังคุดที่กำลังเผชิญภาวะราคาตกต่ำอย่างหนัก
Advertisement