
วันที่ 18 กันยายน 2569 พ.ต.ท.สุวัฒน์ นามมงคล รอง ผกก.หัวหน้า ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ นำกำลังตำรวจ ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ สนธิกำลังร่วมกับ ตำรวจ ชปส.กก.ตชด. 21, ชปส.ร้อย ตชด.215, ชปส.ร้อย ตชด.216, ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองบุรีรัมย์, เจ้าหน้าที่ทหาร สขว.กอ.รมน., เจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยปราบปรามยาเสพติด ขกท.ศปก.ทบ.(นฝด.22,ขกท.กกล.สุรนารี) และเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพราน ที่ 26 เปิดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด จับกุมพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ พร้อมของกลางยาบ้ารวม 184 เม็ด ก่อนขยายผลไปยังพระอีกรูปในพื้นที่ อ.พุทไธสง และเจ้าอาวาสวัดใน อ.ประโคนชัย
ปฏิบัติการเริ่มจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่รอยต่อ อ.คูเมือง กับ อ.พุทไธสง ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำมูล จึงติดตามรถเก๋งสีดำต้องสงสัย ซึ่งขับฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรหลายจุด ก่อนติดตามเป็นระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร จนรถมาจอดติดไฟแดงบริเวณสี่แยกบ้านหนองกุง ต.ชุมเห็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ
พบผู้โดยสารภายในรถเป็นพระสงฆ์ 2 รูป คือ พระตั้ง หรือนายกิตติศักดิ์ อายุ 31 ปี และ พระเพียว หรือนายวชิรวิทย์ อายุ 22 ปี ขณะตรวจสอบ พระตั้งทำยาบ้า 10 เม็ดที่บรรจุในถุงซิปหล่นลงบนพื้น เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นเพิ่มเติม พบยาบ้าอีก 89 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในอังสะ และอีก 82 เม็ดซุกอยู่บริเวณใต้พรมคอนโซลรถ รวมของกลางในรถและตัวพระทั้งสอง 181 เม็ด
จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของพระตั้ง เจ้าหน้าที่พบข้อความสนทนา คลิปเสียง และหลักฐานการโอนเงินเกี่ยวกับการซื้อยาบ้า โดยมีข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงพระอีกวัดหนึ่งใน อ.พุทไธสง รวมถึงเจ้าอาวาสวัดที่พระตั้งจำพรรษาอยู่ จึงขยายผลทันที
เจ้าหน้าที่เดินทางไปยังวัดสุวรรณนาราม ต.บ้านเป้า อ.พุทไธสง พบ พระปลาย หรือนายยุทธนา อายุ 27 ปี กำลังออกบิณฑบาต จึงรอจนเสร็จกิจ ก่อนเข้าตรวจสอบ พระปลาย ยอมรับว่าเป็นผู้ติดต่อซื้อยาบ้าจากวัยรุ่นในหมู่บ้าน จำนวน 1 ถุง ราคา 3,800 บาท เพื่อนำมาส่งให้พระตั้ง
พระปลาย ยังให้ข้อมูลว่า หลังส่งมอบยาให้พระตั้ง ได้รับยาบ้าจำนวน 5 เม็ด ก่อนนำไปเสพร่วมกับพระลูกวัดอีกรูป เหลือ 2 เม็ดซุกไว้ในกล่องโทรศัพท์ภายในกุฏิ พร้อมอุปกรณ์การเสพยา เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาเจ้าหน้าที่นิมนต์พระที่เกี่ยวข้องไปทำการสึก และขยายผลไปยัง พระตั้ม หรือพระพิพัฒน์ อายุ 32 ปี เจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักสงฆ์วัดป่าหนองหิน ต.ปังกู อ.ประโคนชัย ซึ่งจากการตรวจปัสสาวะพบผลเป็นบวก
เบื้องต้นพระพิพัฒน์ พยายามปฏิเสธว่าไม่ได้เสพยาเสพติด ก่อนยอมรับว่าเสพยาบ้าครั้งล่าสุดประมาณ 2-3 วันก่อน และปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อ จนเจ้าหน้าที่นำหลักฐานการสนทนาทางเฟซบุ๊กและหลักฐานการโอนเงินมาแสดง จึงยอมรับว่าเป็นผู้สั่งให้พระลูกวัดไปซื้อยาบ้ามาเสพภายในวัด
พระพิพัฒน์ ให้การว่า บวชเข้าสู่พรรษาที่ 7 และเป็นทั้งเจ้าอาวาสและเจ้าสำนักสงฆ์ โดยภายในวัดมีพระอยู่ 4 รูป ก่อนหน้านี้เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก่อนบวช แต่เลิกไปแล้ว กระทั่งหลังบวชมีเด็กวัดที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ นำยาบ้ามาให้ลอง จึงกลับมาเสพอีก และเสพร่วมกับพระลูกวัดอีก 2 รูป
สำหรับการซื้อยาบ้าครั้งล่าสุด พระพิพัฒน์ ระบุว่าให้พระตั้งและพระเพียวไปรับยาบ้าจำนวนประมาณ 200 เม็ด ราคา 3,800 บาท โดยใช้เงินที่ได้จากกิจนิมนต์และเงินทำบุญของชาวบ้าน เป็นค่าใช้จ่าย ส่วนยาบ้าที่ได้รับจริงมีจำนวนไม่ถึง 200 เม็ด และนำมาแบ่งกันเสพ
ระหว่างถูกสอบสวน พระพิพัฒน์ ยังแสดงความเป็นห่วงว่า วันที่ 20 กันยายน 2569 วัดมีกำหนดจัดโครงการธรรมะสัญจรประจำปี มีการสวดมนต์ เจริญภาวนา และถวายภัตตาหารเช้าแก่คณะสงฆ์ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม แต่ขณะนี้จากพระทั้งหมด 4 รูป ถูกจับกุมไปแล้ว 3 รูป เหลือพระชราที่เพิ่งบวชได้เพียงไม่กี่วันเพียงรูปเดียว ซึ่งยังสวดมนต์ไม่คล่อง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เตรียมเร่งขยายผลติดตามกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.พุทไธสง ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดหายาบ้ามาจำหน่ายให้กับพระกลุ่มดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
Advertisement