
วันที่ 11 ก.ย. 69 นาย ประยุทธ์ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม (มหาหมี) ให้สัมภาษณ์ถึงเคสของชาวบ้านว่ามีการร้องเรียนกรณี วัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาหรือไม่ว่า สำหรับวัดนี้ไม่มี แต่วัดอื่นมีเยอะ หากมีการร้องเรียนแล้วเราไม่ได้ดำเนินการเ พราะว่าจริงๆ มันเป็นเรื่องภายในของคณะสงฆ์ แล้วคนที่มาร้องเรียนเขาไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เพราะว่าถ้ามีเราก็ดำเนินการต่อแน่นอน
เมื่อถามว่า ปัญหาที่มีส่วนใหญ่วัดจะไม่มีคนทำบัญชี รายรับรายจ่ายให้ชัดเจน ในอนาคตเราจะมีการเสนอข้อกฎหมายหรือเรื่องนี้ไปหรือไม่ มหาหมี กล่าวว่า สำหรับบัญชีวัด สมัยก่อนพระ ยิ่งทำบัญชีวัดไม่เป็นเลย เวลาจะทำบัญชีก็ต้องให้คนอื่นมาทำเนื่องจากกฎหมายมันไม่มีสภาพบังคับ คือกฎหมายแค่ให้ส่งบัญชี แต่ว่ากฎหมายไม่ได้บอกว่าถ้าไม่ส่งแล้วจะมีความผิดอย่างไร ส่วนปี 2568 มีมติมหาเถรสมาคม 495/2568 กับมติที่ 101/2569 คือถ้าไม่ส่งพระจะมีความผิดถึงมาทำกัน แต่ปัญหาคือทำไมการส่งบัญชีถึงไม่ได้รับการตรวจสอบ เพราะว่าสภาพบังคับของสํานักพุทธ พระท่านมองว่าไม่ได้กระทบอะไรกับท่านจึงเป็นปัญหาเรื่องการส่งบัญชีนำไปสู่การเก็บเงินเยอะๆ แล้วก็มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเงินที่ผิดวัตถุประสงค์
ส่วนการทำบุญมากถึง 500 กว่าล้านเลยหรือไม่ มหาหมี บอกว่า น่าจะเกิน เพราะว่า 400-500 ล้านคือเช็กทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่เป็นใบเสร็จ หรือเอกสารต่างๆ ตั้งแต่ปี 2549 จนปัจจุบัน ตนเชื่อว่าเงินน่าจะจำนวนมหาศาลมากกว่านี้ แล้วอย่าลืมว่า สมีโชติดังมาตั้งแต่ปี 2549 ตั้งแต่ทำจตุคามรามเทพ เพราะฉะนั้นเงินไม่รู้จำนวนมหาศาลเท่าไหร่ที่อยู่ในวัด
เมื่อถามว่า หลังจากนี้มีความคิดว่าเราจะไปวัด ควรทำบุญยังไงดี ให้เงินถึงวัดจริงๆ มหาหมี บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเห็นเป็นปัญหาอยู่ 2 อย่าง คือปัญหาการใช้เงินของวัด และเรื่องพระผิดพระธรรมวินัย ปัญหาการใช้เงินของวัด มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และมีกฎกระทรวง 2-3 ฉบับในการใช้เงิน เช่น กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ปี 2511 และกฎกระทรวงฉบับปัจจุบันในการใช้จ่ายเงินวัดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ มีมติมหาเถรสมาคม มีระเบียบไวยาวัจกรต่างๆ ในการจัดทำบัญชีวัด แต่ปรากฏว่าพระท่านไม่ทำ พอไม่ทำ ปัญหาก็คือว่าพอถูกดำเนินคดี ฐานเป็นเจ้าพนักงาน เนื่องจากว่าเจ้าอาวาสท่านเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา 145
ส่วนอย่างที่สองคือพอพระมีเงิน ก็จะมีคนที่ต้องการหาผลประโยชน์เข้าไปหาพระ นำไปสู่การที่ผิดพระธรรมวินัยมันเลยเกิดความเสื่อมเพราะฉะนั้น 2 เรื่องนี้ความเสื่อมที่เกิดขึ้น มันกระทบกับชาวพุทธเรา เราไม่รู้จะไปทำบุญอย่างไร ไม่รู้จะไปทำบุญวัดไหน ทำแล้วไม่รู้เงินจะถึงกองบุญที่เราต้องการหรือไม่
“เราจึงต้องทำบุญพอเหมาะพอควร เราไม่ต้องไปทำบุญด้วยตัวเงินจำนวนมาก เราทำเท่าที่เราสบายใจ เท่าที่เรามีแรง มีกำลัง เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว แม้วัดไม่มีตังค์ ท่านก็อยู่ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปเป็นห่วงวัดเยอะ ทำบุญตามมีตามเกิดก็คือเท่าที่เราพอเหมาะพอควร มันก็จะไม่เกิดปัญหาว่าเงินไปกองอยู่วัดใดวัดหนึ่ง” มหาหมี กล่าว
ส่วนที่ปัญหาที่ว่าชาวพุทธตอนนี้หลายๆ คนก็เปิดข่าวนี้ดู เลยเลือกไม่อยากทำบุญที่วัดแล้ว มหาหมี บอกว่า เรื่องนี้คณะสงฆ์จะต้องเข้มงวดกวดขันคนของตัวเอง ดูแลพระภิกษุสามเณร ครูบาอาจารย์ก็ต้องดูแลพระลูกวัด คนที่เป็นพระจะต้องรู้ว่าตัวเองควรจะอยู่ในหลักพระธรรมวินัยอย่างไร ถ้าทำอย่างนี้ศรัทธาก็ไม่เสื่อม แต่ถ้าพระท่านไม่อยู่ในกฎระเบียบ ยังไงมันก็เกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นมาอีก ความเสื่อมก็จะเกิดกับพุทธศาสนาในทางจิต สภาพจิตใจของประชาชนแม้เราจะบอกว่าพุทธศาสนาไม่เสื่อม คำสอนพระพุทธเจ้าก็ยังมีอยู่แต่จริงๆ ชาวบ้านเขาเบื่อ พอเขาเบื่อเขาก็ไม่ทำบุญ สังคมก็จะแย่ลง
ส่วนฝ่ายบ้านเมืองน่าจะถึงเวลาในการที่จะรื้อฟื้นกฎหมายบางฉบับขึ้นมาเพื่อที่จะกระชับวงล้อม ให้พระหรือสีกาหรือใครก็แล้วแต่ที่ต้องการไปแสวงหาผลประโยชน์ในวัดได้รับโทษที่เหมาะที่ควร จึงจะเกิดมาตรการในการป้องปรามจะได้ดีขึ้น ดีกว่าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม หรือปล่อยปละละเลยไปอย่างปัจจุบัน ซึ่งผลเสียมันก็จะเกิดขึ้นระยะยาว
Advertisement