
วันที่ 11 ก.ย. 2569 พ.ต.ท.กฤษฎา พลายละหาร รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามเพิ่มเติม หลังจบรายการโหนกระแส ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ที่เคยไปกราบไหว้ สมีโชติ และเป็นตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย
พ.ต.ท.กฤษฎา เล่าว่า ตัวเองเคยเข้าไปกราบประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว แล้วก็ไปบ่อย เนื่องจากตนเองเป็นคนนครศรีธรรมราช แล้วก็มีความนับถือองค์จตุคามรามเทพ จึงพยายามหาที่ใกล้กรุงเทพฯที่สุด และวัดนี้ก็มีชื่อเสียง จึงเข้าไปกราบไหว้ และไปเจอกับหลวงพ่อโชติ ในขณะนั้น ซึ่งท่านก็มีคนกราบไหว้เยอะ จึงคิดว่าคงเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตนเองก็เข้าไปกับภรรยาเกือบทุกๆ 2 เดือน แต่ช่วงหลังมาก็ไม่ได้เข้าไปแล้ว
พ.ต.ท.กฤษฎา ยอมรับว่า หลังจากที่ได้เห็นตัวหนังสือร้องเรียนครั้งแรก ความรู้สึกส่วนตัวไม่เชื่อ เพราะว่าเราเคยเห็นมา ท่านก็เป็นคนที่นิ่งๆ จึงไม่เชื่อ แต่ก็พยายามแสวงหาพยานหลักฐานโดยตัวเราเอง เพราะว่าเคสนี้เป็นชั้นความลับ รู้กันแค่ 5-6 คน จึงไปดำเนินการสืบสวนด้วยตัวเอง โดยใช้วิธีการของตำรวจ และก็ได้ข้อมูลมา ซึ่งก็สอดรับกับหนังสือร้องเรียนฉบับที่ 2 ที่มีแฟลชไดร์ฟคลิปมา จึงเชื่อได้ว่ามีการเสพเมถุนจริง
พ.ต.ท.กฤษฎา ระบุว่า ไม่ได้ถึงขั้นเข้าไปแฝงตัว เพราะปกติตนก็ไปอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าเรียกว่าแฝงตัวเลย และจากการสืบสวนด้วยตัวเอง ก็พฤติกรรมของสมีโชติ
“สิ่งที่บ่งบอกก็คือพฤติกรรมของตัวพระ เมื่อเราเข้าไปหากสังเกตดูดีๆเราก็จะเห็นเลยว่าตัวพระ กับตัวสีกา มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ มีการส่งสายตา ซึ่งมันไม่ใช่สายตาปกติที่ส่งหากัน มันเป็นสายตาที่ตนเองเป็นนักสืบ เราก็มีเซ้นส์อยู่ว่ามันผิดปกติ แล้วเราก็มีพยานหลักฐานตัวอื่นด้วย ซึ่งตรงนี้อยู่ในชั้นสอบสวน ไม่สามารถเปิดเผยได้ ”
ซึ่งพบว่ามันแมตช์กันถึงออกมาว่ามีการเสพเมถุนจริง และก็เป็นเหตุจูงใจให้ต้องมีการยักยอกเงิน เพราะพระถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย แต่ถ้าพระมีสีกา มันก็จะต้องมีเงินไปเลี้ยงดูเขา ปิดปากเขา เพื่อไม่ให้เขาพูด
เมื่อถามถึงเส้นเงินว่าไปแตะถึงสีกาเริ่มตั้งแต่ช่วงปีไหน พ.ต.ท.กฤษฎา บอกว่า ตรงนี้อยู่ในสำนวน ซึ่งให้ทางพนักงานสอบสวนเขาว่าไป
ส่วนตัวในฐานะลูกศิษย์ พอทราบว่าเป็นเรื่องจริงหมดศรัทธาหรือไม่ เจ้าตัวบอกว่า สำหรับตน พระพุทธศาสนาก็ยังน่าเลื่อมใสเหมือนเดิม คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังคงเป็นหลักธรรมที่เป็นความจริงแท้แน่นอน พระพุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม มันเสื่อมที่คน เพราะฉะนั้นก็อยากฝากไปถึงพี่น้องประชาชนอยากให้ยังคงปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในหลักคำสอนต่อไป เชื่อว่าจะดีต่อประเทศชาติ
เมื่อถามถึงประเด็นเรื่องคลิปภาพ ที่ปรากฏนั้นเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของวัด หรือเป็นการตั้งกล้องแอบถ่าย พ.ต.ท.กฤษดา บอกว่า ตนเองไม่แน่ใจ เพราะที่ตำรวจได้รับ มันมี 2 คลิป ซึ่งจะไม่ตรงกับที่เผยแพร่ทางโซเชียล ซึ่งทางโซเชียลมีคลิปเยอะมาก ซึ่งทางตรงนั้นตำรวจไม่ได้มี มีเพียงแค่สองคลิป
โดย 1 ในนั้น เชื่อว่าเป็นกล้องของทางวัด เพราะมีมุมกล้องที่ตรงกับที่อยู่หน้าห้องของเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นมุมเดียวกัน โดยมีกล้องวงจรปิดอยู่ที่ 48 ถึง 60 ตัว ส่วนที่เห็นว่าถือโทรศัพท์ตลอดเวลา น่าเชื่อว่าเป็นการดูภาพกล้องวงจรปิด
สำหรับพฤติกรรมการเสพเมถุน กับสีกา จากคลิปที่เราได้รับมาตัวแรก เริ่มต้นตั้งแต่ 5 เมษายนของปีนี้ ส่วนคลิปที่สองคือ 17 กรกฎากรกฎาคมปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะการทำมาเรื่อยๆ เชื่อว่ามีการทำมาแต่ก่อนแล้ว เพราะตัวสีกาก็อยู่ที่วัดมาเกือบ 20 ปีแล้ว
เมื่อสอบถามว่ามีสีการูปอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยืนยันว่า หากมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือถ้าเจอก็จะดำเนินคดี
ส่วนว่าจะมีการพบเส้นเงินอื่นๆ ด้วยหรือไม่นั้น นอกจากสีกาเอ๋ พันตำรวจโทกฤษดา บอกว่า ถ้าบอกว่าเส้นเงินพบคนเดียวมันก็แปลก มันก็พบเยอะ แต่ของสีกาเอ๋ มันมีคลิปมาประกอบ และนี่เป็นมูลเหตุว่าทำไมพระ ถึงต้องยักยอกเงินวัด เพราะต้องเอาเงินไปดูสีกา
Advertisement