
วันที่ 4 ส.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.หญิง (นามสมมติ) ได้เดินทางเข้าร้องเรียนกับเพจ “สายไหมต้องรอด” เพื่อขอความเป็นธรรม และความช่วยเหลือ หลังตกเป็นเหยื่อศัลยกรรมจากคลินิกชื่อดังย่านลาดพร้าว
น.ส.หญิง เล่าว่า ได้เห็นโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กของคลินิกดังกล่าว ซึ่งมีการโปรโมตอย่างแพร่หลาย และน่าเชื่อถือ จึงตกลงใจเข้าทำศัลยกรรมดูดไขมันทำกล้ามท้องในราคาที่ตกลงกันไว้ตอนแรกคือ 39,999 บาท ทว่าเมื่อเดินทางไปถึงคลินิก เปลี่ยนชุด และขึ้นเตียงผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว กลับมีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาแจ้งเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยอ้างว่า หากต้องการให้ทรงหน้าท้องออกมาสมบูรณ์แบบ ไม่ย้วย และมีความบาลานซ์ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็น 70,000 บาท
ด้วยภาวะจำยอม ตกอยู่ในสถานการณ์กดดัน และอยู่บนเตียงผ่าตัดแล้ว จึงจำใจยินยอมจ่ายเงินรวม 70,000 บาท ตามที่ถูกเรียกร้อง อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นไปตามโฆษณา และเกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง ทรงกล้ามท้องมีลักษณะเบี้ยว หน้าบวม โครงสร้างไม่ได้รูปตามที่ตกลงกันไว้ และผิวบริเวณหน้าท้องกลายเป็นรอยลาย และไม่เป็นรูปทรง เมื่อพยายามติดต่อคลินิกเพื่อติดตามผลหรือขอแก้ไข กลับถูกพนักงานปฏิเสธการดูแล และตัดการติดต่อทันที ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากช่วงก่อนทำศัลยกรรมที่มีการโทรตาม และส่งข้อความเชียร์ขายสินค้าอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อผู้เสียหายพยายามเข้าไปเขียนรีวิว เพื่อเตือนภัยผู้บริโภครายอื่นบนหน้าเพจเฟซบุ๊กของคลินิก แอดมินเพจก็ทำการบล็อกบัญชี และลบคอมเมนต์ออกทันที ด้วยความวิตกกังวล ผู้เสียหายจึงเดินทางไปปรึกษาแพทย์และขอความเห็นจากโรงพยาบาลแห่งอื่น ซึ่งแพทย์จากสถาบันอื่นต่างลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่าเป็นบาดแผลที่น่าเกลียด มีลักษณะเป็นร่องสกินลึก หน้าท้องกลายเป็นก้อนแข็งคล้ายไตปลา และบริเวณแผลผ่าตัดเกิดผังผืดขึ้น หากต้องการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างหน้าท้องใหม่ จะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 300,000 บาท
ต่อมาผู้เสียหายพร้อมทนายความได้เดินทางกลับไปที่คลินิกดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อเข้าพบแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด พร้อมนำใบความเห็นของแพทย์จากโรงพยาบาลอื่น และรายละเอียดประเมินค่ารักษาพยาบาลในการผ่าตัดแก้ไขไปยื่นแสดง แต่แพทย์คนดังกล่าวกลับยืนยันว่าผลงานการผ่าตัดที่ออกมานั้นเป็นที่น่าพอใจ
สำหรับตนเองแล้ว แม้ผู้เสียหายจะยืนยันว่าตนเองไม่พอใจอย่างมากก็ตาม นอกจากนี้ แพทย์ยังปฏิเสธที่จะชดเชยหรือจ่ายค่าเสียหาย โดยอ้างว่าผู้เสียหายได้เซ็นเอกสารยินยอมรับการรักษาไปแล้วก่อนทำการผ่าตัด ทั้งยังกล่าวหาว่าความเห็นของแพทย์จากโรงพยาบาลอื่นเป็นการเจตนาโจมตี เพื่อดึงผู้เสียหายไปเป็นลูกค้า พร้อมยื่นข้อเสนอเพียงว่าจะช่วยนวดหน้าท้องด้วยคลื่นไฟฟ้า เพื่อปรับทรง แต่ไม่รับประกันว่าผลลัพธ์จะออกมาดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งผู้เสียหายไม่ยินยอมและปฏิเสธที่จะเซ็นเอกสารใดๆ เพิ่มเติม
น.ส.หญิง ได้ท้าทายกลับไปว่า หากแพทย์มองว่าผลงานชิ้นนี้เป็นที่น่าพอใจจริง ให้นำรูปหน้าท้องของเธอไปโพสต์โปรโมตลงเพจของคลินิก แต่แพทย์ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ารูปที่จะนำขึ้นเพจคลินิกได้จะต้องเป็นรูปที่สวยงามเท่านั้น
ผู้เสียหายยังระบุอีกว่า หลังจากที่ถูกบล็อกช่องทางสื่อสาร กลับพบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นอีกหลายคนที่เจอปัญหาในลักษณะเดียวกันส่งข้อความส่วนตัวมาปรับทุกข์ ทั้งกรณีราคาไม่ตรงปก จมูกเบี้ยวผิดรูป และหน้าบวมจากการร้อยไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน
ปัจจุบันได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ทั้งแชตการพูดคุย สลิปโอนเงิน และรูปถ่ายบาดแผล ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และแพทยสภา เพื่อให้ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด แต่จนถึงขณะนี้เรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของผู้เสียหาย
น.ส.หญิง ยอมรับว่าหลังผ่าตัดไม่กล้าใส่ชุดออกกำลังกาย หรือชุดกีฬาอีกเลย สูญเสียความมั่นใจในตัวเองอย่างสิ้นเชิง และกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าจากความเครียดและความวิตกกังวลเกี่ยวกับร่องรอยบาดแผลบนร่างกาย จึงอยากเรียกร้องให้แพทย์ผู้ผ่าตัดออกมารับผิดชอบค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแก้ไข รวมถึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามารับเรื่อง และแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคโดยเร็ว
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า จากนี้จะมีการ ติดต่อไปยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และ สบส. ลงตรวจถึงคุณภาพ และมาตรฐานในการรักษา และการให้บริการว่าตรงตามเกณฑ์หรือไม่ และยื่นเรื่องต่อ สคบ. ช่วยให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ตรวจสอบแล้วถ้าเจออะไรที่ไม่ถูกต้อง ต้องเร่งแก้ไข ไม่อย่างนั้นการที่ทางคลินิก ได้มีการลงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก อย่างแพร่หลาย อาจทำให้มีลูกค้า หลงเชื่อ และได้เข้ามา ทําศัลยกรรมกับคลินิกแห่งนี้ จนเกิดอันตรายอีกได้
Advertisement