
(27 มิ.ย. 2569) นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่บริเวณจุดก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ตำบลเทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยมี นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามโครงการก่อสร้างรั้วชายแดน ภายใต้โครงการกองทุนหทัยทิพย์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยมี นาวาเอกปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน บรรยายสรุปความคืบหน้าการดำเนินงาน การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน แนวทางก่อสร้างกำแพงถาวร รวมถึงปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการ
หลังการเดินสำรวจรั้วกำแพง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที นายมณเฑียร ประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ คณะกมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯได้มาดูรั้วแห่งแรกที่สร้างอยู่แนวเขตแดนระหว่างข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ขณะนี้ดำเนินการแล้วในหลักหมุดที่ 52-59 จุดใดมีเขตแดนที่ชัดเจนแล้วเราก็พร้อม โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายชัดเจนว่า เราพร้อมสร้างรั้วทุกพื้นที่ ทั้งกองทัพภาค1, กองทัพภาค 2 และกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดง
เมื่อถามว่าในเรื่องของความแข็งแรงของรั้วมีอะไรที่ต้องแก้ไขหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ส่วนตัวพอใจ สร้างได้สวยงาม โดยช่างฝีมือทหาร ไม่ได้จ้างหน่วยงานอื่น และได้งบสนับสนุนจากเงินบริจาคของกองทุนหทัยทิพย์" เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ "มูลนิธิจุฬาภรณ์" รวมถึงงบประมาณแผ่นดินด้วย
เมื่อถามว่าคณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ จะมีการเดินหน้าสนับสนุนกองทัพอย่างไรบ้าง นายมณเฑียร กล่าวว่า ยินดีในทุกด้าน ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงบประมาณ และเรื่องต่างๆก็ขอให้ประสานงานมาว่าติดขัดจุดใด เราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นผู้ประสานงานให้ พร้อมยืนยันว่า กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ 100% และให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไม่สร้าง ส่วนตัวเชื่อว่าอีก 100 ปีก็คุยกันไม่รู้เรื่อง และอาจทำให้เกิดการปะทะขึ้นอีก เนื่องจากเคยปะทะกันมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงเป็นห่วงประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนด้วย
ส่วนการลงพื้นที่สำรวจและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ชายแดน ทาง กมธ.ได้ประชุมและลงมติไว้แล้ว วันที่ 11-13 ก.ค. 2569 จะลงพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานีต่อไป ทั้งนี้ ส่วนตัวขอบคุณทหารทุกหน่วย เพราะการอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนนั้นมีความลำบากมาก เจอทั้งอุปสรรคมากมาย แต่ในพื้นที่แห่งนี้ "เราชนะโดยไม่ต้องรบ" ทาง กมธ.ความมั่นคงฯ จึงได้เดินทางมาเป็นจุดเริ่ม และรับข้อมูลในชุดนี้ไปเป็นข้อมูลเพื่อนำไปแก้ปัญหาในจุดที่มีปัญหาต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นรั้วชายแดน ที่ก่อนหน้านี้เกิดประเด็นปัญหาที่ว่าการก่อสร้างกำแพงมีการเว้าในรูปประตู ทำให้ลักลอบ เข้า-ออก ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย นายมณเฑียร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่จริงเพราะเราไปยืนอยู่ตรงรั้วแล้วและที่เห็นว่ามีการเว้นช่องว่างไว้เพราะต้องให้ คณะกมธ. JBC ของทั้งไทยและกัมพูชา หรือคณะกรรมการทั้งสองฝ่ายมาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาช่องเว้าคล้ายประตูหลักหมุดที่ 52 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะมีการออกแบบว่าจะทำเป็นรั้วทึบปิดหมด และสามารถเปิดได้หากในอนาคตมีข้อตกลงในการเคลื่อนย้ายหมุด โดยจะเป็นในลักษณะที่ ปิด-เปิด ได้ ทั้งนี้การสร้างรั้วชายแดน ทางฝั่งกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือกับไทยเพราะเป็นเขตแดนที่มีความชัดเจนแล้ว
ทางด้าน น.อ.ปรัชญา ยืนยันว่า การสร้างรั้วชายแดน ไทยจะสร้างชิดเส้นเขตแดน และได้แจ้งฝ่ายกัมพูชาไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และขอยืนยันว่า ทุกขั้นตอนการปฏิบัติไทยยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และไทยไม่ได้ทำฝ่ายเดียว ซึ่งทุกขั้นตอนในการสร้างรั้วชายแดน เราได้เชิญฝ่ายกัมพูชา มาตรวจสอบ และสังเกตการณ์ในการปฎิบัติงานทุกขั้นตอนก่อนที่จะดำเนินการ
สำหรับรั้วชายแดนดังกล่าว ใช้งบประมาณจาก "กองทุนหทัยทิพย์" รับผิดชอบการก่อสร้างโดย หน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ถูกสร้างขึ้นบริเวณหลักเขตแดนที่ 52-54 ในเฟสแรก ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตแดนที่ไทย และกัมพูชา สามารถตกลงกันได้แล้ว ผ่านกลไก JBC ปัจจุบันความคืบหน้าการก่อสร้างอยู่ที่ 45%
ส่วนในเฟสที่ 2 จะสร้างบริเวณเขตแดนที่ 54-59 ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างถนน จากหลักเขตแดนที่ 54 ประมาณ 600 เมตร เพื่อรองรับการก่อสร้างรั้ว และโครงสร้างด้านความมั่นคงในระยะต่อไป รวมระยะทางก่อสร้างรั้วทั้งสิ้น 8.3 กิโลเมตร
โดยลักษณะของรั้วชายแดน คือ แผ่นปูนทึบสูง 1.95 เมตร ความสูงรวมของกำแพง คือ 4.3 เมตร มีแนวรั้วลวดหนามติดอยู่บนยอดกำแพง
ส่วนช่องว่างรั้วกำแพง ที่เคยเป็นดรามาก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ไปดู และสอบถามว่า เป็นไปตามข่าวจริงหรือไม่ ซึ่งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้ชี้แจงว่า หลักเขตที่เป็นข่าวคือหลักเขตที่ 52 สร้างมาตั้งแต่สมัยสนธิสัญญาฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นสมบัติของทั้ง 2 ประเทศ (ไทย และกัมพูชา) โดยสาเหตุที่ต้องเว้นว่างก่อสร้างกำแพงไว้ ตรงบริเวณหลักเขต เนื่องจากกระบวนการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ยังดำเนินการไม่ครบถ้วน และยังมาปรับปรุง หลังจากนั้นจะมีการนำแผ่นบานพับ แบบเปิด-ปิด ได้มาครอบตรงบริเวณหลักเขต เพื่อให้คณะกรรมการ JBC ร่วมกันตรวจสอบได้ ยืนยัน จะไม่เว้นช่องว่างไว้แน่นอน แต่ปัจจุบันยังสร้างไม่เสร็จ พร้อมยืนยันว่า หลักเขตก็ไม่ได้หายไปไหน หลังมีการไปตัดต่อภาพนำหลักเขตออก
ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถามถึงถนนเลียบกำแพงชายแดน ที่อยู่หลังกำแพงนั้นเป็นของใคร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี เปิดเผยว่า เป็นของฝ่ายกัมพูชาสร้างไว้ โดยใช้งบของกัมพูชาเอง ซึ่งได้ก่อสร้าง ห่างจากรั้วชายแดนไทย ประมาณ 3 เมตร
สำหรับโครงการก่อสร้างรั้วชายแดน กองบัญชาการกองทัพไทยเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน โดยเลือกอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรก พื้นที่ชายแดนของจังหวัดจันทบุรีในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว มีแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชารวมประมาณ 96 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงของประชาชนกว่า 1,300 ครัวเรือน ใน 5 ตำบล 35 หมู่บ้าน ปัจจุบัน การก่อสร้างบริเวณหลักเขตแดนที่ 52 มีความคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 45 ควบคู่กับการก่อสร้างถนนสายความมั่นคง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ชายแดน ขณะเดียวกัน กองทัพเรือได้ชี้แจงกรณีภาพช่องว่างของแนวรั้วที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า เป็นเพียงขั้นตอนการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมที่ยังไม่แล้วเสร็จ พร้อมยืนยันว่าแนวเขตแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ทั้งไทยและกัมพูชายอมรับร่วมกัน และไม่มีการเปิดด่านชายแดนตามกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์แต่อย่างใด โดยการรักษาความมั่นคงและการส่งกลับแรงงานข้ามชาติยังดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
Advertisement