
วันที่ 13 มิ.ย.2569 ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกัน เดินทางเข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง
โดยสำนักพระราชวังได้มีการจัดระเบียบและกำหนดเวลาให้ประชาชนทั่วไปเดินทางเข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น.
เมื่อประชาชนเข้ามาถึงอุโมงค์หน้าลานจะมีการจัด จุดลงทะเบียนคัดกรอง โดยให้ประชาชนเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนผ่านจุดตรวจจากนั้นจะมีการตรวจสัมภาระและลงทะเบียนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนจากนั้นรับสติกเกอร์และเข้าไปนั่งพักคอยบริเวณจุดพักคอย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ศูนย์ดำรงธรรมรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคอยอำนวยความสะดวกผู้ที่เดินทาง มาถวายน้ำสรงพระศพหน้าพระรูป สมเด็จเจ้าฟ้า พัชรกิติยาภาฯ
นางสาวปริม แสงศศิธร อายุ 60 ปี เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ออกจากบ้านย่านอ่อนนุช ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เพื่อมารอเข้าถวายความเคารพให้เร็วที่สุด แม้จะต้องรอคิวนานก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะตั้งใจมาเพื่อแสดงความอาลัยถวายพระองค์ภาเป็นครั้งสุดท้าย
พร้อมเล่าถึงความรู้สึกในช่วงที่ได้เข้าไปถวายความเคารพว่า ระหว่างยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นพระรูปพระองค์ภา ก็ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จัดให้ประชาชนทยอยเดินเข้าไปเป็นคู่ ๆ ภายในบริเวณมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและน้ำอบไทย ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและความอาลัย ก่อนจะได้ยืนอยู่เบื้องหน้าพระรูปของพระองค์ท่าน
ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเข้าถวายความเคารพถึง 2 รอบ เพราะไม่เคยมีโอกาสรับเสด็จหรือได้เห็นพระองค์จริงมาก่อน แต่ติดตามพระราชกรณียกิจผ่านข่าวสารมาตลอด เมื่อทราบว่ายังมีเวลาเปิดให้ประชาชนเข้าถวายความเคารพจนถึงช่วงเที่ยง จึงตัดสินใจรอเข้ารอบ 2 เพราะตั้งใจมาแล้วและอยากใช้โอกาสนี้แสดงความอาลัยอย่างเต็มหัวใจ
เมื่อเห็นประชาชนจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ เธอรู้สึกได้ถึงหัวใจดวงเดียวกันของคนไทยที่รักและเคารพพระองค์ภา ทุกคนต่างติดตามข่าวของพระองค์มาโดยตลอด และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต่างเฝ้าภาวนาให้เกิดปาฏิหาริย์ ยอมรับว่าแม้จะรู้สึกใจหาย แต่ก็พอเตรียมใจไว้บ้าง หลังมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าพระอาการทรุดหนัก หลายคนเริ่มภาวนาให้พระองค์ทรงหายดี กระทั่งเมื่อได้รับข่าวการสูญเสียในครั้งนี้ ก็รู้สึกเศร้า แต่ในอีกมุมหนึ่งก็คิดว่าพระองค์ทรงงานหนักมาตลอดพระชนม์ชีพ และถึงเวลาที่พระองค์จะได้พักผ่อน
สำหรับภาพจำที่อยู่ในหัวใจของเธอ คือภาพของพระองค์ภาในช่วงหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่เคียงข้างพระราชวงศ์อย่างเข้มแข็งและสง่างาม เป็นภาพที่สะท้อนถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นในการทรงงาน
ส่วนตัวได้ติดตามข่าวสารและพระกรณียกิจ ทำให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถรอบด้าน ทั้งด้านกฎหมาย งานเพื่อสังคม งานด้านกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจในระดับนานาชาติ จนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
“ทุกคนพูดตรงกันว่า พระองค์เป็นเจ้าหญิงที่ทรงงานเก่งมาก แม้ไม่เคยเห็นพระองค์จริง แต่ก็เห็นจากข่าวว่าทรงงานหนักมาก และไม่ได้ทำงานแค่ในประเทศไทย แต่ยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้วย”
ท้ายที่สุด เธอฝากกำลังใจถึงคนไทยทุกคนที่กำลังอยู่ในความโศกเศร้าจากการสูญเสียครั้งนี้ว่า อยากให้ทุกคนน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่เที่ยงของชีวิต และหันกลับมาทำความดีให้มากที่สุด
“สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไปเหมือนกัน ก่อนถึงวันนั้น อยากให้หันกลับมามองตัวเองว่าเราได้ทำความดีเพื่อสังคม เพื่อคนรอบข้าง และเพื่อตัวเราเองมากพอหรือยัง เพราะเมื่อถึงวันที่ต้องจากไป อย่างน้อยเราจะได้เชื่อมั่นว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า”
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า พระองค์ภาทรงสร้างคุณงามความดีไว้อย่างมากมาย และเชื่อว่าพระองค์จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์
ขณะเดียวกันวันนี้ มีคณาจารย์นำนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.นครปฐม จำนวน 50 คน เดินทางเข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
โดยนายธนาทร พุ่มพวง นักเรียนชั้น ม. 6 เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนและน้องๆ ในโรงเรียน เจ้าตัวเล่าว่าทุกคนตั้งใจมาแสดงความอาลัยถวายแด่พระองค์ และพร้อมจะน้อมนำความอดทน วิริยะอุตสาหะพระองค์ท่านมีในทรงงานมาปรับใช้กับการศึกษาเล่าเรียนของตนเอง และตั้งใจทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ
ทั้งนี้มีรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเที่ยงวันนี้มีประชาชน 1,756 คน เดินทางเดินทางเข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังเสร็จสิ้นการถวายน้ำสรงพระศพ สำนักพระราชวังได้กำหนดเคลื่อนพระศพจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ภายในพระบรมมหาราชวัง ในเวลา 15.30 น. เพื่อประกอบพระราชพิธีตามราชประเพณี
Advertisement