
(15 พ.ค. 2569) เวลา 10.30 น. ที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เขตติดต่อด่านพรหม จ.ไพลิน ประเทศกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย เจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธิน เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและตรวจคนเข้าเมืองของไทย รับตัวคนไทยจำนวน 40 คน ที่ถูกส่งกลับจากประเทศกัมพูชา ผ่านด่านบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังทั้งหมดถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีในประเทศกัมพูชา โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงบางรายมีคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ลักทรัพย์ และทำงานผิดกฎหมาย
จากข้อมูลการตรวจสอบ พบว่าผู้ถูกส่งกลับมีทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 20-45 ปี มาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ สระแก้ว สมุทรปราการ อุดรธานี เชียงใหม่ นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ชัยภูมิ นครพนม และจันทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบุคคล เลขประจำตัวประชาชน เอกสารเดินทางฉุกเฉิน ประวัติหมายจับ และประวัติอาชญากรรม ก่อนรับตัวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไทย
รายงานระบุว่า ผู้ถูกส่งกลับส่วนใหญ่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ก่อนพ้นโทษและประสานส่งตัวกลับประเทศไทย ขณะที่หลายรายไม่มีประวัติอาชญากรรมและไม่มีหมายจับในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม มีบางรายที่ตรวจพบหมายจับและประวัติการกระทำผิดอาญา เช่น
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ถูกส่งกลับบางส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบทำงานในประเทศกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย เช่น น.ส.เกตุแก้ว (สงวนนามสกุล) ชาว จ.อุดรธานี และ น.ส.สุจิวรรณ (สงวนนามสกุล) ชาว จ.กำแพงเพชร ซึ่งถูกดำเนินคดีฐานทำงานผิดกฎหมาย
สำหรับผู้ถูกส่งกลับที่เหลือ ส่วนใหญ่เป็นคดีเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยไม่มีหมายจับและไม่มีประวัติอาชญากรรมเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการคัดกรอง ซักประวัติ และส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและติดตามตามขั้นตอน
ทั้งนี้ การส่งตัวกลับครั้งดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยและกัมพูชา ในการผลักดันและรับตัวบุคคลสัญชาติ
สัมภาษณ์หนึ่งในคนไทยที่ถูกปล่อยตัวกลับ เปิดเผยว่า เป็นชาว จ.เชียงใหม่ ไปรับจ้างเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์มีรายได้ 20,000 บาท ตอนมามาจากห้องธรรมชาติ ทาง จ.สระแก้ว และถูกหลอก หลังจากหมดผลประโยชน์ในกัมพูชาและไม่มีพาสปอร์ตจึงโดนจับ และถูกทำร้ายโดยก่อนหน้านี้ทำงาน งานเป็นปี ก่อนถูกปล่อยตัวส่งกลับไทยและไม่คิดกลับไปอีกแล้ว เพราะกลัวความโหดเหี้ยม
Advertisement