
(28 มี.ค. 2569) หน้าสถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย กลุ่มมวลชนภายใต้ชื่อว่า "กลุ่มรักชาติรักประเทศอิหร่านที่อยู่ในไทย" เป็นกลุ่มชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมตัวทำกิจกรรมบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และแสดงพลังถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม ไปยังเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย
โดยมีการนำรูปภาพของชาวอิหร่านที่ถูกกดขี่สังหารจากความขัดแย้งในประเทศมาแสดงออก และข้อความต่างๆ ที่สื่อถึงข้อเรียกร้องที่อยากให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงและให้รัฐบาลปัจจุบันลาออก รวมทั้งยังได้กล่าวสรรเสริญอดีตกษัตริย์อิหร่านเป็นภาษาฟาร์ซี ซึ่งเป็นภาษาราชการของอิหร่าน และยังร่วมร้องเพลงชาติอิหร่านด้านหน้าสถานทูต
โดยตัวแทนกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "รักชาติรักประเทศอิหร่านที่อยู่ในไทย" ระบุว่า การรวมตัวในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกรณีที่ระบบอินเทอร์เน็ตภายในประเทศถูกตัดขาดต่อเนื่องนานกว่า 20-30 วัน ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวได้ตามปกติ จึงทำให้ไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันคนอิหร่านในประเทศไทยสามารถติดต่อกับครอบครัวที่อาศัยอยู่ในอิหร่านผ่านโทรศัพท์ได้เท่านั้น ซึ่งการติดต่อแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉลี่ยสามารถติดต่อได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง เพื่อยืนยันความปลอดภัยของกันและกันเท่านั้น
ส่วนข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มที่มาในวันนี้ คือต้องการให้รัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบันยุติบทบาท พร้อมสนับสนุนให้ "เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี" มกุฎราชกุมารองค์สุดท้าย กลับมามีบทบาททางการเมืองในประเทศอิหร่าน โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่ประเทศที่มีเสรีภาพ เปิดกว้างต่อทุกความเชื่อ และลดความขัดแย้งกับนานาชาติ
สำหรับการรวมตัวในประเทศไทย ยืนยันว่าไม่ได้ใช้ไทยเป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ต้องการยื่นข้อเรียกร้องต่อสถานทูตโดยตรง พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่วางตัวเป็นกลาง มีเสรีภาพ และไม่มีความขัดแย้งกับนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนยอมรับว่าการออกมาเคลื่อนไหวอาจมีความเสี่ยง แต่เห็นว่าไม่สามารถเทียบได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นในประเทศ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนที่ สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะมีหลายตัวเลขตั้งแต่ 32,000 - 50,000 คน ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด แต่สร้างความกังวลว่าครอบครัวของตนอาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากมีการออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังเชื่อว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีโอกาสนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยอ้างว่าประชาชนประมาณ 70-80% ได้รับผลกระทบทั้งจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัวและปัญหาเศรษฐกิจ ในระยะต่อไป หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กลุ่มเสนอให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ
ส่วนประเด็นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิสราเอล ที่โจมตีอิหร่าน ตัวแทนระบุว่า ไม่มีใครต้องการให้เกิดความรุนแรง แต่มองว่าการแสดงบทบาทของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ถูกมองว่าเป็นการเข้ามาช่วยเหลือในมุมของสิทธิมนุษยชน เนื่องจากการสูญเสียชีวิตจำนวนมากไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมใดก็ตาม
นอกจากนี้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังมีการนำภาพผู้เสียชีวิตและหลักฐานเหตุการณ์ต่างๆ มาแสดงเพื่อยืนยันถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ และเรียกร้องให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว
สำหรับปรากฎการณ์ที่ชาวอิหร่านในต่างแดนออกมาแสดงพลังไปยังรัฐบาลครัังนี้ สืบเนื่องจากเหตุประท้วงภายในประเทศกรณีปัญหาค่าครองชีพที่บานปลายสู่การประท้วงต่อต้านการปกครองในอิหร่านที่ลุกลามมาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนับหมื่นคน ถือเป็นตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุดจากเหตุประท้วงครั้งนี้ที่มีการเปิดเผยจากแหล่งข่าวภายในรัฐบาลอิหร่าน และเป็นเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมนตีอิหร่าน
ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงการดูแลการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ว่า เจ้าหน้าที่ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังแกนนำแจ้งขอจัดการชุมนุม โดยกำหนดกรอบชัดเจนให้เป็นไปตามกฎหมาย คือชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่กระทำการที่ละเมิดกฎหมาย พร้อมแจ้งเงื่อนไขให้ผู้ชุมนุมรับทราบล่วงหน้า
ในด้านมาตรการความปลอดภัย มีการตั้งจุดคัดกรอง ตรวจค้นอาวุธ รวมถึงจัดจุดตรวจและจุดสกัดโดยรอบ เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ ทั้งต่อผู้ชุมนุม สถานที่สำคัญ และป้องกันบุคคลที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้บันทึกภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว หากพบการกระทำผิดสามารถดำเนินคดีภายหลังได้
ส่วนมิติด้านความมั่นคง ตำรวจได้ประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ แม้ประเทศไทยจะวางตัวเป็นกลาง แต่การดำเนินการต้องรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น โดยภาพรวมสถานการณ์ขณะนี้ยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้ชุมนุมให้ความร่วมมือ ไม่มีเหตุรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่ยังคงดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด
มีรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม และเดินทางกลับออกจากพื้นที่ด้วยความเรียบร้อยไม่มีเหตุวุ่นวายใดๆ
Advertisement