
จากสถานการณ์การสู้รบ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา และอิหร่านได้ตอบโต้กลับอย่างหนัก จนทั่วโลกให้ความสนใจ และเป็นที่น่ากังวล เนื่องจากมีหลายประเทศได้รับผลกระทบ ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
วันที่ 2 มี.ค. 69 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมวอร์รูมติดตามสถานการณ์ และมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง โดยมี นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
ภายหลังการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงแรงงานมีความพร้อมในการปฏิบัติในทุกสถานการณ์ ปัจจุบันอยู่ในสถานะคงที่ จากการประเมินพบว่าการโจมตีมีการจํากัดเป้าหมายไปที่จุดยุทธศาสตร์สําคัญของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะทางการทหาร หรือสนามบิน ยังไม่กระจายไปในพื้นที่โดยรอบ ในส่วนของแรงงานไทยที่เดินทางไปในประเทศโซนตะวันออกกลางยังไม่มีรายงานว่าได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การติดต่อสื่อสารยังสมบูรณ์กว่า 90 % ยกเว้นประเทศอิหร่านที่ติดต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง คาดเป็นเรื่องระบบสื่อสารภายในประเทศ
ส่วนที่ยังติดต่อไม่ได้ก็พยายามติดต่อ โดยมอบหมายให้ทางแรงงานจังหวัด โครงการจัดหางาน ลงพื้นที่ติดต่อครอบครัวนั้นๆ เพื่อทราบสถานะว่ามีการติดต่อกลับมาหาครอบครัวหรือไม่ รวมถึงจะให้แต่ละจังหวัดมีศูนย์ประสานงาน เพื่อให้ญาติพี่น้องติดต่อขอข้อมูลได้ เพื่อลดความกังวลและเข้าใจสถานการณ์มากยิ่งขึ้น
ส่วนการทํางานของแรงงานในแต่ละประเทศนั้น ยังใช้ชีวิตตามปกติและยังอยู่ในโหมดของการทํางานไม่ถึงขั้นต้องอพยพไปยังหลุมหลบภัยหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยกระทรวงแรงงานแบ่งการปฏิบัติออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1.สถานะคงที่ 2.มีเหตุสู้รบขยายเป็นวงกว้างซึ่งแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน 3.เหตุการณ์มีความยืดเยื้อ ซึ่งมีแผนรองรับทั้งในและต่างประเทศ 4.ไม่มีเหตุการณ์ยุติ ซึ่งจะต้องจัดการเยียวยาและดูแลเรื่องการจัดหางานแต่ละประเทศสถานการณ์ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะมีแนวทางปฏิบัติร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศ
สําหรับตัวเลขแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบมีทั้งสิ้นกว่า 80,000 คน มากสุดประเทศอิสราเอล 58,000 คน รองลงมา ยูเออี 12,000 คน ที่เหลือหลักพันและหลักร้อย อย่างไรก็ตามยืนยันว่าสถานการณ์ยังมีความปลอดภัยทุกคนขอให้ครอบครัวคลายกังวล โดยกระทรวงแรงงานจะติดตามอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
ในส่วนแผนปฏิบัติการ หากถึงขั้นต้องอพยพ เรามีแผนร่วมกันกับทางกระทรวงการต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยกําหนดเส้นทาง และวิธีการ รวมถึงจุดพักพิงและพักคอยพร้อมแล้ว อย่างไรก็ตามตอนนี้ในประเทศอิสราเอลอยู่ระหว่างสํารวจว่ามีแรงงานประสงค์จะเดินทางกลับหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในสถานะทํางานตามปกติ หากเกิดเหตุหรือมีความเสี่ยงก็เข้าที่หลบภัย ซึ่งต้องมีความระมัดระวัง ส่วนกลุ่มแรงงานใหม่ที่เตรียมจะส่งไปนั้น ตอนนี้ต้องชะลอเอาไว้ก่อนทั้งหมดโดยเฉพาะ 2 ประเทศหลักซึ่งถึงไปก็ไปไม่ได้ เพราะน่านฟ้าปิดและรอดูความเหมาะสมตามสถานการณ์
ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า พื้นที่ที่มีการโจมตีในประเทศอิสราเอลคือ เมืองเทลอาวีฟ และเมืองไฮฟา ซึ่งมีแรงงานไทยที่อยู่หลายพันคนก็ต้องระมัดระวังและห้ามเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเขตท่าเรือและทางการทหาร เบื้องต้นได้ให้แรงงานทุกคนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “SMART TOEA" เพื่อทราบจุดที่อยู่ตลอดเวลา ขอให้สบายใจได้ว่าทุกพื้นที่ที่ส่งไปนั้นเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีการอบรมก่อนส่งไปทํางาน หากมีเสียงเตือนภัยทุกคนจะทราบวิธีปฏิบัติอยู่แล้ว ยืนยันว่าที่อิสราเอลสามารถติดต่อแรงงานไทยได้ทุกคน
หากสถานการณ์รุนแรงเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นตอนอพยพต้องใช้เวลาในการดําเนินการมากน้อยแค่ไหน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ยืนยันว่า เรามีแผนหมดแล้วแต่ระยะเวลาการปฏิบัติขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ใช่เพียงกระทรวงแรงงานอย่างเดียวซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นเจ้าภาพหลักในการกําหนดแนวทางต่างๆ ระยะเวลาคงบอกตอนนี้ไม่ได้แต่ด้วยปริมาณคนไทยจํานวนมากเรียนตามตรงว่าต้องใช้ระยะเวลามากพอสมควร
ทั้งนี้ในส่วนของการเปิดรับสมัคแรงงานไปทํางานต่างประเทศยังเปิดรับปกติเพื่อเตรียมตัวหากพร้อมก็จะส่งไป ยอมรับว่าปัจจุบันค่าแรงยังสูงและจูงใจแรงงานที่อยากไป เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว เมื่อถามว่าหลังเกิดเหตุสู้รบจะต้องมีค่าเสี่ยงภัยเพิ่มให้แรงงานหรือไม่ ทางอธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า ต้องหารือกับทางสำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองของอิสราเอล หรือ พีบ้า อีกครั้งว่าอัตราค่าจ้างต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่
Advertisement