
วันที่ 4 ก.พ.2569 ทีมข่าวได้รับคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล จากทีมข่าวที่ถูกโพสต์จากเพจเฟซบุ๊กรายหนึ่ง 2 คลิป เป็นภาพเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง ของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เกิดขึ้นในพื้นที่ย่านท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต สร้างความแตกตื่นให้กับนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในละแวกดังกล่าว
คลิปแรกมีความยาวประมาณ 35 วินาที โพสต์พร้อมข้อความ “ถ้าไม่สุดก็คงไม่ขนาดนี้ใช่ไหมไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่ก็ใจเย็นๆกันนะครับ”
ภายในคลิปปรากฏภาพกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทะเลาะวิวาทชกต่อยกันอย่างดุเดือด ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เหตุการณ์กลับบานปลายถึงขั้นลงไม้ลงมือ กระทืบกันจนบาดเจ็บ สะบักสะบอม
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นพบชายไทยรายหนึ่งสวมเสื้อกั๊กสีฟ้า ซึ่งคาดว่าเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง(วินมอเตอร์ไซค์)บริเวณหน้าห้างดังในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปิดให้บริการในช่วงเวลากลางคืน เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุชุลมุนดังกล่าว สร้างคำถามจากสังคมว่าเหตุใดผู้ให้บริการสาธารณะ จึงเข้าไปพัวพันกับเหตุรุนแรงเช่นนี้
ส่วนคลิปที่ 2 มีความยาวประมาณ 1 นาที 16 วินาที โพสต์ข้อความว่า
“มวยช่อง7ยังไม่เท่าเลย งานนี้สงสัยข้องใจกันตั้งแต่ในซอยบางลาแต่มาอัดกันบนรถตุ๊กตุ๊กทำไม”
โดยเป็นภาพเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่บานปลายอย่างหนัก เมื่อชายต่างชาติรายหนึ่งวิ่งเข้าไปชกต่อยชายอีกคนที่นั่งอยู่ภายในรถตุ๊กตุ๊กสีแดงต่อหน้าต่อตาผู้คนส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง
ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน สะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซากในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ต
ผู้ประกอบการร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ ให้ข้อมูลว่าก่อนเกิดเหตุมีการโต้เถียงกันด้วยวาจาก่อนจะบานปลายเป็นการตะลุมบอนไม่สามารถระบุได้ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเป็นสัญชาติใดแต่ยอมรับว่าปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย โดยสาเหตุหลักมักมาจากการมองหน้ากันเขม่นดูถูกเหยียดหยามและไม่เคารพกติกาสังคม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามใหญ่ต่อการดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งแม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเทศกิจคอยดูแลแต่ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดกลายเป็นช่องว่างให้ผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงได้อย่างง่ายดาย
ขณะเดียวกันยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งข้อมูลเชิงลึกของนักท่องเที่ยวอาจอยู่ในมือเพียงบางหน่วยงานเท่านั้น ทั้งประวัติการเดินทางที่พัก หรือพฤติกรรมที่ผ่านมา
ที่ผ่านมามีกรณีนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม ก่อเหตุทะเลาะวิวาทใช้บริการแล้วไม่จ่ายเงิน กินแล้วหนี เหยียดหยามผู้ให้บริการ รวมถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมอื่นๆอีกจำนวนมาก จนกลายเป็นภาพจำของ“นักท่องเที่ยวไร้คุณภาพ” ที่แฝงตัวมากับวีซ่าโดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่น
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความหวาดผวาให้กับประชาชน และผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งทบทวนมาตรการป้องกัน ก่อนที่ความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องปกติในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้
Advertisement