
วันที่ 13 ม.ค. 69 น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้พาน.ส.สกุลณา (สงวนนามสกุล) หรือ ยุ้ย ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ลงโทษทางวินัยร้ายแรงต่อการกระทำของนายตำรวจยศพันตำรวจโท ตำแหน่งสารวัตรปราบปราม สังกัด ตำรวจภูธรภาค 6
น.ส.ยุ้ย ผู้เสียหาย เล่าทั้งน้ำตาว่า อ้างว่าเดิมทีตนเป็นพลเมืองอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก และมีการเดินทางเข้าออกประเทศไทย และประเทศเดนมาร์กอยู่ประจำ จนกระทั่งเมื่อช่วงประมาณปี 2562 ตนได้รู้จักกับนายตำรวจยศพันตำรวจโท ตำแหน่งสารวัตรปราบปราม สังกัดตำรวจภูธรภาค 6 โดยตนจะเดินทางไป- กลับจังหวัดพิษณุโลก และประเทศเดนมาร์กอยู่เป็นประจำ และในทุกครั้งที่ตนเดินทางมายังจังหวัดพิษณุโลก นายตำรวจคนดังกล่าวก็จะมาเข้าหาพูดคุย มาตามจีบอยู่เป็นประจำ
จนกระทั่งเมื่อช่วงประมาณปี 2563 อ้างว่านายตำรวจได้มีการพูดคุยกับตน โดยแสดงตัวว่า เป็นคนดี รักครอบครัว นอกจากนี้นายตำรวจยังมีการอวดลูกของตัวเองว่า เป็นอินฟลูเอนเซอร์เป็นคนดัง และมีความภาคภูมิใจในตัวลูกตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ ตอนนั้น ยอมรับว่า ตนก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกของนายตำรวจด้วย และเริ่มเปิดใจให้มากขึ้น
ต่อมาเมื่อช่วงประมาณปี 2564 นายตำรวจได้มาเล่าให้ตนฟังว่า ภรรยาถูกรถสิบล้อทับเสียชีวิต พร้อมกับนั่งร้องไห้ต่อหน้าตน ซึ่ง ณ ตอนนั้น ตนรู้สึกสงสารนายตำรวจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นนายตำรวจก็พยายามเข้ามาพูดคุย ตามจีบตนเรื่อยๆ จนทำให้ตนเริ่มรู้สึกใจใจอ่อน ประกอบกับระยะเวลาในเวลาที่นายตำรวจตามจีบตน ตนเห็นว่าเป็นคนดี รักครอบครัว น่าจะดูแลตนได้ ตนจึงตัดสินใจยอมคบหาเป็นแฟน ก่อนจะตัดสินใจตกลงแต่งงานกันที่ จ.พิษณุโลกในวันที่ 7 ส.ค. 2565 ซึ่งภายในวันแต่งงานนั้นก็มีนายตำรวจผู้ใหญ่มาร่วมงานกันหลายคน และในขณะที่ตนอยู่กินกันนั้น ตนไม่เคยถูกใครมาต่อว่า แสดงความเป็นภรรยาของนายตำรวจ หรือถูกฟ้องเรื่องชู้แต่อย่างใด
ต่อมาตนได้ตั้งท้องกับนายตำรวจ และด้วยความที่ตนเป็นพลเมืองของประเทศเดนมาร์ก จึงมีความตัดสินใจจะนำบุตรไปคลอดที่ประเทศเดนมาร์ก เนื่องจากประเทศเดนมาร์กมีสวัสดิการต่างๆ เกี่ยวกับบุตร แต่นายตำรวจอยากให้บุตรได้สวัสดิการของพ่อที่เป็นข้าราชการตำรวจ จึงไม่ยอมให้ตนไปคลอดลูกที่ประเทศเดนมาร์ก
หลังจากนั้นวันที่ 8 มี.ค. 2566 ตนและนายตำรวจก็ตัดสินใจไปจดทะเบียนสมรสกันที่อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก โดยการจดทะเบียนสมรสนั้น ตนไม่ได้ดำเนินการใดๆ มีเพียงนายตำรวจ เป็นคนดำเนินการให้ และหาพยานมาเซ็นรับรองให้ทั้งสิ้น
จนกระทั่งวันที่ 7 เม.ย. 2566 ตนได้คลอดบุตรลูกสาว และมีความคาดหวังว่า นายตำรวจจะดูแลดี รักครอบครัวเสมอต้นเสมอปลายเหมือนตอนจีบกันใหม่ๆ แต่หลังจากที่ตนคลอดบุตร นายตำรวจก็ได้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่สนใจดูแลลูก และมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นใช้ปืนจ่อหัว เวลาที่มีเรื่องทะเลาะกับตน
แต่หลังจากนั้นได้ก็เริ่มมีบุคคลอื่นพูดถึงว่า นายตำรวจมีผู้หญิงคนอื่น เริ่มนอกใจ มีการโกหกในหลายๆ เรื่อง แต่ไม่ได้สนใจ เพราะต้องเลี้ยงดูลูกคนเดียวตลอดเวลา
จนกระทั่งเมื่อช่วงเดือนปลาย เม.ย. 2568 อ้างว่ามีคนพบเห็นนายตำรวจอยู่ผู้หญิงคนอื่น พร้อมกับมีการได้ส่งคลิปวิดีโอมาให้ตนดู และถามกับตนว่า “เลิกกันแล้วเหรอ เห็นอยู่กับผู้หญิงคนอื่น” ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ตนเริ่มมีความไม่สบายใจ และเริ่มคิดมาก จึงไปสืบดูว่าผู้หญิงดังกล่าวที่เข้ามายุ่งกับนายตำรวจเป็นใคร ก่อนจะมีคนรู้จักเริ่มส่งข้อมูลแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของผู้หญิงคนดังกล่าวมาให้
หลังจากนั้นช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้หญิงคนนั้นดังกล่าวได้มีการอัพ stories แอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งใน stories นั้นมีการถ่ายรูปหน้าผู้หญิงพิงอยู่ติดกับเสื้อนายตำรวจ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงทำให้ตนรู้สึกขาดความเชื่อใจ และความไม่มั่นใจกับผู้ชายคนนี้
จากนั้นตนก็พยายามหาข้อมูลของผู้หญิงคนนั้นดังกล่าวเรื่อยๆ จนรู้ว่าผู้หญิงที่มาเกี่ยวข้องกับนายตำรวจขับรถหรูสีแดงจึงเริ่มมีความสงสัย เนื่องจากรถคันดังกล่าวได้ขับผ่านหน้าบ้านตนเป็นประจำ จึงทำให้ตนคาดการณ์ว่ารถคันดังกล่าวต้องขับมาส่งนายตำรวจแน่ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถจับได้ต่อหน้าต่อตา
จนอยู่มาวันหนึ่ง ตนสังเกตเห็นว่า stories เฟซบุ๊กของหญิงคนดังกล่าวได้มีการ อัพโลเคชั่นร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านอาหารที่สามีของตนมักชอบไปนั่งกิน ตนจึงตัดสินใจตามไปที่ร้านอาหารดังกล่าว และเห็นว่าสามีของตนกำลังนั่งรับประทานอาหารกับผู้หญิงคนดังกล่าวจริง ด้วยท่าทีที่มีความสนิทสนมเกินกว่าเพื่อน ซึ่ง เหตุการณ์ ณ ตอนนั้น ตนยอมรับว่า รู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก และได้เดินเข้าไปหาสามีพร้อมกับลูกน้อย ก่อนที่จะมีปากเสียงกัน และมีเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้น แต่นายตำรวจกลับเลือกที่จะปกป้องผู้หญิงคนนั้นดังกล่าวแทนที่จะปกป้องตนกับลูก ตนจึงตัดสินใจขอหย่า
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 เป็นการนัดหย่ากันครั้งแรก และได้มีการทำบันทึกข้อตกลง แต่นายตำรวจไม่ยอมหย่า จากนั้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 มีการนัดหย่ากันครั้งที่ 2 นายตำรวจก็ไม่ยอมที่จะหย่าเช่นเดิม
จนกระทั่งวันที่ 16 มิ.ย. 2568 มีการนัดหย่าครั้งที่ 3 โดยครั้งนี้นายตำรวจยอมที่จะหย่ากับตน โดยมีการทำบันทึกข้อตกลงหลังการหย่า ซึ่งอำนาจปกครองลูกให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้ดูแลฝ่ายเดียว และยกทรัพย์สิน ซึ่งเป็นรถเบนซ์ให้ฝ่ายหญิง
นอกจากนี้ ฝ่ายชายจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 45,000 บาท ซึ่งต้องจ่ายทุกวันที่ 2 ของเดือน จนกว่าบุตรจะจบปริญาตรี ค่าใช้จ่ายๆ อื่นเกี่ยวกับสุขภาพบุตรฝ่ายชายจะเป็นผู้จ่าย
จนกระทั่งวันที่วันที่ 4 ก.ค. 2568 ตนเริ่มมีอาการผิดปกติของร่างกายจึงไปตรวจร่างกายปรากฏ ตนได้ตั้งท้อง 9 สัปดาห์ (ประมาณ 2 เดือน) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างมีทะเบียนสมรส โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนยืนยันว่า มีความสัมพันธ์กับนายตำรวจเพียงแค่คนเดียว จึงตัดสินใจทักข้อความไปหา เพื่อบอกว่าตนตั้งท้อง และจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่กลับปฏิเสธและให้เหตุผลว่าเลี้ยงไม่ไหว ไม่สามารถดูแลได้ จึงให้ตนไปทำแท้งแบบถูกกฎหมาย พร้อมกับมีการส่งโลเคชั่นสถานที่ทำแท้งมาให้ตน แต่ตนไม่กล้าที่จะดำเนินการทำแท้ง เพราะเป็นห่วงชีวิต และเสียความรู้สึกลูกทั้งคนไม่มีใครรับผิดชอบเลย
จนกระทั่งเมื่อช่วงกลางเดือน ก.ค. 2568 ตนได้เดินทางกลับประเทศเดนมาร์ก โดยตั้งใจว่าจะคลอดบุตรลูกคน 2 ที่ประเทศเดนมาร์ก แต่เริ่มมีอาการผิดปกติทางร่างกาย
จนวันที่ 14 ก.ค. 2568 ตนตัดสินใจไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลประเทศเดนมาร์ก และพบว่าติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยหมอที่โรงพยาบาลประเทศเดนมาร์กได้ให้ยาที่เกี่ยวกับการรักษาโรคดังกล่าวมาให้ ซึ่งยานี้หมอแจ้งว่าจะมีผลกระทบต่อลูกในท้อง แต่หากไม่ทานยาอาการก็จะแย่ลงเรื่อยๆ และอันตรายต่อลูกในท้องเช่นเดียวกัน จึงทำให้ตนจำเป็นต้องรักษาอาการดังกล่าว และกินยารักษาเรื่อยมา ก่อนที่จะเดินกลับประเทศไทย
จนกระทั่งวันที่ 22 ส.ค. 2568 ตนมีอาการตกเลือดจึงตัดสินใจไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ปรากฎว่าได้เกิดอาการภาวะแท้งลูก สาเหตุมาจากยาดังกล่าวที่ใช้
ทั้งนี้ตนยอมรับว่า ระยะหลังๆ นายตำรวจเริ่มไม่ได้มีการส่งเงินมาเลี้ยงดูบุตรคนแรกแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ได้มีการทำสัญญาตกลง กับตนว่าจะจ่ายเงินให้จำนวน 2 ล้านบาท เป็นค่าเลี้ยงดูบุตร แต่ตนกลับได้เงินมาเพียง 500,000 บาท หลังจากนั้นก็ไม่มีการจ่ายเงินใดๆ เพิ่มเติมอีก
หลังจากนั้นวันที่ 5 ม.ค. 2569 ตนได้นำรถเบนซ์ไปซ่อม เนื่องจากรถมีปัญหาและได้ถูกนายตำรวจขโมยรถคันดังกล่าวไป โดยได้มีการแจ้งความเอาไว้ สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนได้เห็นพฤติกรรมของผู้ชายคนดังกล่าวว่าไม่เหมาะสมและควรออกจากราชการตำรวจ
ด้าน ต้นอ้อ เปิดเผยว่า พฤติกรรมของผู้ชายหลอกผู้หญิงมาแล้ว 5 คน โดยแต่ละคน เหยื่อไม่ได้รับรู้มาก่อน เพราะผู้ชายเป็นคนเดียวที่ปั่นหัวให้เหยื่อทะเลาะกันเอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับข้าราชการตำรวจ ที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย มีทั้งการเอาชื่อลูกชาย ที่เป็นยูทูบเปอร์ชื่อดังมีผู้ติดตามมากกว่า 10 ล้านคน มากล่าวอ้างให้ดูน่าเชื่อถือ อีกทั้งทำให้ผู้หญิงเสียสิทธิ์การเป็นพลเมืองที่ประเทศเดนมาร์ก เพราะต้องตัดสินใจมาสร้างครอบครัวกับคนที่หวังจะพึ่งพาให้เป็นหัวหน้าครอบครัว
Advertisement