
จากกรณี นายเอก (นามสมมติ) วัย 70 ปี พนักงานขับรถรับส่งทัววร์จีน ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด 19 เป็นรายที่ 2 ของประเทศไทย หลังเข้ารักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูร อยู่นาน 50 วัน
ไทม์ไลน์ของนายเอก ก่อนเสียชีวิตพบว่า วันที่ 27 ม.ค. เริ่มมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัวและเดินไม่ได้ หลังจากรับชาวจีนที่สนามบินและได้พาเที่ยวกทม. ในวันที่ 28 ม.ค.ครอบครัวตัดสินใจพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน และกลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน ต่อมาวันที่ 30 ม.ค. เริ่มมีอาการอ่อนแรงจึงพาไปหาหมอคลินิกรับการฉีดยาวิตามิน ก่อนจะไปพักผ่อนที่บ้านซึ่งกินข้าวได้ตามปกติ

เข้าสู่วันที่ 2 ก.พ.เริ่มมีอาการหายใจผิดปกติ จึงเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลเอกชนที่เดิม ตรวจพบปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง หมอต้องเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจ ก่อนจะส่งตัวไปที่โรงพยาบาลบำราศนราดูรกลางดึกคืนนั้น ต่อมาวันที่ 17 มี.ค. อวัยวะภายในเริ่มไม่ทำงาน แพทย์แจ้งครอบครัวให้ทำใจ กระทั่งวันที่ 23 มี.ค.ในที่ก็เสียชีวิต

วันที่ 25 มี.ค.63 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีลงพื้นที่วัดใหม่ลำนกแขวก เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพของนายเอก (นามสมมติ) อายุ 70 ปี ผู้เสียชีวิต ซึ่งวันนี้ได้เลื่อนการฌาปนกิจศพเร็วขึ้นในเวลา 18.00 น. จากเดิมที่มีกำหนดเผาในวันพรุ่งนี้ (26 มี.ค.) รวมถึงพระสงฆ์และแขกที่มาร่วมงาน มีการสวมหน้ากากอนามัยทุกคน และมีการจัดเก้าอี้ให้แขกนั่งเว้นระยะห่าง ประมาณ 1 เมตร พร้อมกับมีเจลแอลกอฮอล์ให้แขกใช้ล้างมือก่อนเข้างาน

น.ส.อ้อย (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ลูกสาวผู้เสียชีวิต บอกว่า ทางครอบครัวได้เลื่อนการเผาศพของพ่อให้เร็วขึ้นตามมติของชาวบ้าน เพื่อความสบายใจ โดยมีการสวดศพไปเมื่อวานแค่ 1 วัน และเผาในวันนี้ ซึ่งศพได้ถูกบรรจุเข้าช่องเผาในเมรุตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

และจะไม่มีการเปิดหรือนำศพออกมาอีก โดยโรงพยาบาลบรรจุศพใส่ถุงซิปล็อค 3 ชั้น

โดยญาติและครอบครัวไม่ได้เห็นหน้าศพ ตั้งแต่เคลื่อนย้ายออกจากโรงพยาบาล ส่วนในพิธีเผาก็จะไม่มีการเปิดโลงหรือพูดอะไรกับศพ

ส่วนขั้นตอนการเผาศพ เจ้าหน้าที่ทุกคนมีการสวมถุงมือ หน้ากากอนามัยและยังฉีดยาฆ่าเชื้อรอบเมรุทั้งก่อนและหลังเผาเสร็จ ซึ่งเชื่อว่าวิญญาณของพ่อจะไปสู่สุขติ และครอบครัวจะหมั่นทำบุญไปให้หลังจากนี้

ด้าน นายประสิทธิ สังข์ทอง อายุ 59 ปี สัปเหร่อ เปิดเผยว่า ชุดที่ตนสวมนั้นเป็นชุดป้องกันเชื้อโรคที่ได้รับการสนับสนุนจากทางสำนักงานเขตมีนบุรี ซึ่งการเผาศพผู้ตายจะไม่มีการเปิดเตาหรือไปยุ่งกับศพอีก

ซึ่งชุดที่สวมมั่นใจว่าป้องกันเชื้อโรคได้แน่นอน และรอบเมรุได้ฉีดยาฆ่าเชื้อทั่วทั้งหมด มองว่าการสวดศพแค่วันเดียวรวมถึงไม่เปิดโลงดูหน้าศพนั้น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะผู้ตายก็ได้บุญเหมือนกัน

ขณะที่ พระเศรษฐี ปภาโส พระสงฆ์ที่ขึ้นสวดอภิธรรมศพของผู้เสียชีวิต บอกว่า ก่อนการทำพิธีเผาได้สั่งให้มีการพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณงานศพและเมรุ ส่วนพระสงฆ์และญาติ ๆ ที่มาร่วมพิธีก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย

พระสงฆ์ จำนวน 4 รูป ที่มาสวดในพิธีก็ไม่ได้มีความกังวล เพียงแต่สวมหน้ากากอนามัยตอนสวดศพเท่านั้น แต่สาเหตุที่มีการสวดแค่ 1 คืน เพื่อความสบายใจของญาติผู้เสียชีวิตและชาวบ้าน

ส่วนการทำพิธีสวศพที่น้อยลงนั้น ก็ไม่รู้ว่าวิญญาณจะไปสู่สุขติหรือไม่ เพราะคนที่ตายก็ไม่เคยกลับมาบอก ซึ่งตนไม่มีทางรู้ได้ แต่ตามหลักศาสนาพุทธนั้นถ้าจิตของผู้ตายเป็นกุศลก็ถือว่าไปสู่สุขติ

ขณะที่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ระบุว่า บุคคลที่จะต้องไปร่วมงานสวดพระอภธรรมหรือฌาปนกิจศพ แนะนำว่าการหลีกเลี่ยงไม่ไปจะดีที่สุด เนื่องจากทางรัฐมีประกาศยกเลิกการชุมนุม การรวมตัว พิธีทางศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมด เพื่อลดการแพร่ระบาดเชื้อ ดังนั้นการรวมตัวไปงานศพก็ควรหลีกเลี่ยง

ส่วนกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่นญาติสนิท คนในครอบครัว ขอให้ปฏิบัติตัวโดยการป้องกันตัวเอง ทั้งใช้เจลล้างมือทำความสะอาด สวมใส่หน้ากากอนามัย และอยู่ห่างจากผู้มาร่วมงานคนอื่น ๆ 2 เมตร และในศาลาสวดศพควรที่จะต้องเป็นศาลาแบบเปิดไม่ใช่ศาลาที่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะจะทำให้เสี่ยงติดเชื้อ ส่วนพระสงฆ์หากสวมใส่หน้ากากได้จะถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการแพร่และติดเชื้อได้
Advertisement