
(3 พ.ย. 2569) ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือกจำกัด พร้อมด้วย นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมายบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือกจำกัด และ นายภูวกร ศรีเนียน ตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางมายัง ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มีการตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดี ของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา
นายธนาคาร กล่าวว่า จากกรณีที่ น.ส.บุญยนุช เข้าไปให้ข้อมูลกับกองปราบฯ และจะมีการเชิญนักแสดงคนมีชื่อเสียงอีกหลายคน เข้ามาสอบปากคำ เพื่อให้มีการตรวจสอบว่า น.ส.ปนัดดา ใช้เงินมูลนิธิผิดประสงค์หรือไม่ และตามตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ องค์กรนี้ทำมา 12 ปี แล้วเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่ามีระบบการจัดการดี มีสื่อมวลชนอาวุโส มีนักกฎหมาย ทำงานไม่มีผิดพลาดอย่างแน่นอน แต่สุดท้ายเหตุการณ์ก็ปรากฏมาว่ามีการนำเงินไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ เจ้าตัวจะมีส่วนร่วมหรือไม่ จะมีการยื่นให้มีการตรวจสอบผ่านทางนายกรัฐมนตรี และไม่ว่าจะเงินกี่บาททุกคนเป็นผู้เสียหายทั้งหมด
ดังนั้น อย่าบิดเบือนหลักการสำคัญว่า หากมีการทุจริตฉ้อโกงตั้งแต่ต้น โดยการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายกฎหมายฟอกเงิน เขาเป็นผู้เสียหาย ที่จะดำเนินคดีกับคุณได้ พร้อมเรียกร้องว่า หากประชาชนคนไหนอยากตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดีหรือแจ้งความดำเนินคดีติดต่อมาได้ และยืนยันว่าบริษัทที่ปรึกษากฎหมายไม่มีการอิงกับนักการเมืองคนใด เป็นบริษัทที่แสวงหาผลประโยชน์ด้านธุรกิจทางกฎหมาย ยืนยันว่าไม่มีรับรองในการออกมาตรวจตรวจสอบเป็นไปตามปกติ อย่างไรก็ตามในวันที่ 5 พฤศจิกายนจะมีการไปร้องเรียน คณะกรรมาธิการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการฟอกเงินในกรณีดังกล่าวนี้ด้วย
นายธนาคาร กล่าวอีกว่า ในขณะที่กำลังแจ้งความ และตรวจสอบ ก็มีการดิสเครดิตพวกตน ในทำนองลักษณะของการใส่ร้าย ดังนั้น ทองแท้ไม่กลัวไฟอยู่แล้ว วันนี้เรายืนในจุดที่ถูกต้อง ส่วนจะนิยมชมชอบเป็นการส่วนตัวก็มาดูดีเก่าว่า ในกระบวนการยุติธรรม ใครจะชนะ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าบริษัทออยศรีและผองเผือกจดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้องตามกฏหมาย และมีการเช่าพื้นที่เอกชนจ่ายเงินปกติไม่ได้อิงกับนักการเมืองใด และบริษัทเราแสวงหาผลประโยชน์ด้านธุรกิจทางกฎหมาย และย้ำว่า เราตรวจสอบเรื่องนี้ตามปกติ
ด้าน น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เดินทางมาไกลเกินกว่าที่ตนเองเจอในตอนแรก จึงอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และประชาชน ว่าการตรวจสอบกระจายมากกว่าแค่มูลนิธิองค์กรทำดีแล้ว และไม่อยากให้โฟกัสจำนวนเงินของแต่ละบุคคลที่โอนเข้าไปร่วมสมทบทุน แต่อยากให้มองที่เจตนา ทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งผู้รับมีเจตนาใช้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่นำเสนอไว้หรือไม่ เมืองไทยเป็นเมืองใจดี อ่อนโยน ที่ผ่านมาจะเห็นว่าความเสียหายจากพฤติกรรมการชักชวนทำบุญ เราเห็นมาหลักร้อยล้าน พันล้าน ดังนั้นเราไม่สามารถไว้ใจได้ เพียงแค่ว่าบุคคลคนนี้พูดดีต่อหน้าสื่อ หรือสวดมนต์เก่ง การทดสอบยังรัดกุมตรงไปตรงมา มีเบื้องลึกเบื้องหลัง จึงเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะช่วยเหลือประชาชน และค่อยๆ แก้ไปด้วยกัน ตนเชื่อว่าที่ผ่านมามีเยอะและ และยังมีอีกที่กำลังรออยู่ทั้งจะโดนเปิดและไม่โดนเปิดไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นคนเปิด แต่อาจจะมีอะไรที่คอยออกมาเรื่อยๆ จนอยากให้ช่วยกันคิดแล้วมีสติมากๆ ก่อน เพราะตนเคยร่วมทำบุญสมทบทุน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการไขกุญแจสำคัญ ที่มาร่วมตรวจสอบ โดยขอยืนยันว่า เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่อยากให้ตรวจสอบแค่มูลนิธิองค์กรทำดี แต่อยากให้ตรวจสอบอีกหลายมูลนิธิที่รับเงินประชาชน ที่ใช้ความรัก ความเชื่อใจประชาชน เราขับคลื่นกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ดังนั้นจะได้รู้กันว่าเงินแต่ละบาทของประชาชนที่ทำงานแลกหยาดเหงื่อมา อยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ไม่สามารถไปลงพื้นที่ได้อย่างพวกคุณ จะนำไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่
เมื่อถามว่า ตอนนี้มีผู้เสียหายติดต่อมาแล้วกี่ราย น.ส.บุญยนุช ระบุอีกว่า มีผู้เสียหายหลายคนที่ติดต่อเราเข้ามาตอนนี้เริ่มรู้สึกวิตกกังวล และจากที่ตนเองโดนตามเช็ก ตามตรวจสอบเรื่องที่ตั้งบริษัท เจ้าของที่ที่ตนเองเช่าที่อยู่ ทำให้หลายคนหวาดกลัว แต่จริงๆ แล้ว เรื่องราวไม่มีอะไร เราแค่เช่าที่อดีต สส. เท่านั้น ซึ่งไม่ได้กลัวการตรวจสอบ เพราะมีการจ่ายเงินอย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่เมื่อเราโดนตรวจสอบก็ทำให้หลายคนที่ติดต่อมารู้สึกกลัว ใครก็ตามอย่าพยายามทำให้คนที่อยากใช้สิทธิ์ รู้สึกกลัว รู้สึกไม่กล้าใช้สิทธิ์ เพราะสิทธิ์ที่ใช้อย่างบริสุทธิ์อยากช่วยคน แต่กลับโดนคุกคาม แบบนี้ก็ไม่แฟร์ และไม่ถูกต้อง
เมื่อถามว่า น.ส.บุญยนุช ยังระบุว่า คนที่อยากให้ตรวจสอบตนเองนั้น อยากให้ย้อนกลับไปถามว่าอีกองค์กรหนึ่ง ว่าทำไมได้ตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้ ตนเองเป็นแค่ประชาชนคนหนึ่งธรรมดา ไม่ได้โผล่มาจากการที่มีแสงอยู่แล้วตนมีเพียงสลิปโอนเงิน 1,000 บาท ตั้งคำถาม ท้ายที่สุดแล้วมาดูที่ตนเองเป็นใคร แต่อยู่ที่ว่า บุ๋ม ปนัดดา และองค์กรทำดี ทำไว้ถูกต้องหรือไม่ และต้องชี้แจงให้ได้ว่าเอาเงินประชาชนไปใช้ถูกต้องหรือไม่
เมื่อถามถึงผู้เสียหายที่เป็นคนดังที่มีการติดต่อเข้ามานั้น สามารถเปิดเผยได้หรือไม่ น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า มีคนยื่นเข้ามา แต่แม้บางคนจะมีชื่อเสียง ก็ยิ่งหวั่นใจ สำหรับตนกล้าพูดเพราะมันคือเรื่องจริง หากต้องการด่าตนสามารถทำได้เลย ถ้าคำด่าของพวกคุณทั้งหมด กำลังเปลี่ยนแปลงให้ บุ๋ม ปนัดดา เป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ได้พูดคุยกับคนดังหลายคนก็ไม่กล้าออกมา เพราะไม่อยากเสื่อมเสียชื่อเสียง มาโดนรุมด่าเหมือนที่ตนโดน ทั้งนี้ตนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและเงิน 1,000 บาทก็มาจากการทำงานของตน อย่างไรก็ตามไม่ว่าพวกคุณจะพูดหรือด่าอะไรตนก็จะยังยืนอยู่ตรงนี้ และไปข้างหน้าเรื่อยๆ ยิ่งพวกคุณทำตนก็ยิ่งทำ ยิ่งแต่สู้ ดังนั้นคำด่าไม่มีผล พร้อมขอให้เอากำลังใจไปให้บุ๋ม ปนัดดา ดีกว่า
"สำหรับพื้นที่สำนักงานของตน เป็นพื้นที่ของ นายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเขาปลดระวางทุกอย่างแล้ว ตนไม่เคยติดตามเรื่องการเมือง ทุกวันนี้ที่คุยกันคือเรื่องทุเรียน เนื่องจากเขาจะไปอยู่ที่จันทบุรี ไปปลูกทุเรียน เขาไม่มายุ่งเรื่องพวกนี้ เพราะเส้นทางของตนและนายสิระ เป็นคนละแนวกัน"
ส่วนกรณีที่กระแสโซเชียลมีเดีย หลายคนบอกว่าอยากจะโอนเงินคืน 1,000 บาท เพื่อให้เลิกพูดเรื่องนี้นั้น น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า จะโอนมาให้ตนเอง 1,000 บาท ก็ไม่มีความหมาย เพราะความผิดจะสำเร็จแล้วหรือไม่ ขึ้นอยู่อยู่ที่ บุ๋ม ปนัดดา นำเงินไปใช้อะไร ทั้งนี้จะโอนมา 1,000 ล้านบาท ก็ไม่เปลี่ยน โดยปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน 1,000 บาท และเท่าที่ทราบข่าวพบว่าน่าจะมีเงินหมุนเวียนถึงหลักพัน 1,000 พันล้านบาท ดังนั้นหากสติปัญญายังโฟกัสอยู่แค่การโอน 1,000 บาท จะไม่เห็นปัญหาของระบบสังคมคืออะไร ทั้งนี้หากจะโอนมาให้คนละ 1,000 บาท ก็ทำให้ตนแค่ร่ำรวยขึ้น พร้อมย้ำว่าไม่มีความหมาย อย่าทำให้สังคมไทยดูน่าสงสาร โดยการบอกว่าโอนเงินให้แล้วหุบปาก ดังนั้นควรต้องรู้เป้าประสงค์ พูดมาจนคอจะแตกแต่ยังไม่สามารถเข้าสู่สมองได้เลย
น.ส.บุญยนุช กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ตนเองจะเดินทางไปที่กองปราบฯ เพื่อไปให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งหากมีโอกาสเจอกับบุ๋ม ปนัดดา ก็จะทักทายปกติและให้กำลังใจ ซึ่งเจ้าตัวจะต้องเป็นผู้ชี้แจง แสดงความบริสุทธิ์ใจ ก็ขึ้นอยู่อยู่ที่เขาจะโกรธตนหรือไม่ สำหรับตนเองกล้าทัก กล้าเจอ และยังยกมือไหว้ และหากเป็นศัตรูตนเองจะเรียกพี่ทำไม ซึ่งวันนี้ยังเรียกพี่อยู่ทุกคำ และตนก็รอจนกว่าจะชี้แจงได้ หากสามารถชี้แจงได้ทั้งหมด ตนเองคงจะโดนหนักกว่านี้ ส่วนวันนึงหากเขาชี้แจงได้ตนจะจะขอโทษหรือไม่ อย่างไร
"ออยบอกตรงนี้ จะไม่มีทางขอโทษ เพราะนี่คือการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา การพิสูจน์ตัวเองว่าบริสุทธิ์ จากการเกิดความเคลือบแคลงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เรื่องที่จะมาบอกว่าออยผิด ดังนั้น ความบริสุทธิ์ของบุ๋มปนัดดา ไม่ใช่ความผิดของตน และหากเจ้าตัวผิด ก็ไม่ใช่ความถูกต้องของตน ยืนยันว่า อยากให้ทุกคนเลิกโฟกัสยอดเงินของออย แต่ให้โฟกัสยอดรวมของมูลนิธิที่บอกว่ามีถึงพันล้านดีกว่า"
น.ส.บุญยนุช กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการบอกว่าตนอาจไม่ชอบบุ๋ม ปนัดดา เนื่องจากไปสัมภาษณ์คนที่ตนไม่ชอบนั้น ยิ่งทำให้ต้นอยากพิสูจน์ว่า การที่ที่ตนพูดไม่ได้มาจากความโกรธความเกลียด แต่มาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ต้องชี้แจงให้เกิดความชัดเจนดังนั้นขอให้เลิกดราม่า และฝากถึงแฟนคลับของบุ๋ม ปนัดดา ยิ่งดราม่าใส่ตนก็ยิ่งอยากทำ คุณรักคนของคุณเท่าไหร่ ตนก็ยิ่งอยากพิสูจน์คนของพวกคุณเท่านั้น เชิญด่าได้เลย
"ที่ผ่านมา บุ๋ม ปนัดดา เงียบหายไปหลายวัน ทั้งที่บอกว่าโดนหลอกจากสามี ทำไมไม่เริ่มแจ้งความ ทำไมจึงแจ้งความหลังมีข่าวว่าได้พูดและเจอกับสามี รวมถึงโฟนอินในรายการ หากเป็นตนหากตรวจเจอจะเปิดเผย และดำเนินคดีในทันที ทั้งนี้สิทธิ์ของ บุ๋ม ปนัดดา ถือเป็นสิทธิ์ใหญ่ เพราะเป็นการรับผิดชอบเงินบริจาคของประชาชน แต่เหตุใดจึงมีความลังเล หรือต้องรอจนกว่าสามีจะออกมาพูดปกป้อง จึงจะเดินมาแจ้งความ แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้ทราบว่ามีการไปแจ้งความที่กองปราบถือเป็นการรักษาสิทธิ์ของตนเอง และปกป้องชื่อเสียงตนเอง ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วถือว่าเริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งพร้อมจะเฝ้ารอดูข้อเท็จจริงไปพร้อมกัน"
Advertisement