
วันที่ 3 พ.ย. 69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก “Panitan Wattanayagorn” ระบุว่า โจมตีไซเบอร์! พุ่งเป้าระบบเก็บอาหารแช่แข็งในฝรั่งเศส สวีเดน เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส
1. ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดเหตุการโจมตีระบบควมคุมความเย็นของห้างซุปเปอร์มาเก็ตที่ขายอาหารหลายแห่งในยุโรป โดยเป็นการโจมตีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิที่เชื่อมต่อกับระบบ Internet โดยตรงไม่ผ่านศูนย์ควบคุม ซึ่งเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสินค้า กระบวนการผลิต การจำหน่ายจัดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ และต่อการดำรงชีวิตโดยตรงของประชาชนผู้บริโภค
2. ศูนย์รักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของฝรั่งเศส (CERT-FR) ได้ออกประกาศเตือนผู้ประกอบการให้ระมัดระวังการโจมตีดังกล่าวในวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานว่าซุเปอร์มาร์เก็ตกว่า 700 แห่งถูกเปลี่ยนอุณหภูมิตู้แช่ขึ้นไปถึง 50 องศาเซลเซียส ทำให้อาหารสดและแช่แข็งจำนวนมากเสียหาย และมีแนวโน้มว่ายังจะมีการโจมตีต่อเนื่องอยู่ เหตุเพราะอุปกรณ์ที่ผู้ประกอบการใช้ควบคุมอุณหภูมินั้น ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์รุ่นเก่า ไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนมานาน แม้จะตั้งค่าหรือ reset เครื่องใหม่ื ก็ไม่สามารถป้องการการถูกโจมตีซ้ำได้
3. ในวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่สวีเดน เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และเอสโตเนีย ซึ่งเป็นการโจมตีในลักษณะเดียวกันกับที่ฝรั่งเศส สถานประกอบการหลายแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว เช่น Carrefour ซุปเปอร์มาเก็ตประมาณ 15 แห่งในเบลเยี่ยม ร้านในเครือ Delhaize ICA และ Coop ที่เอสโตเนีย เบลเยี่ยม สวีเดน ลักเซมเบิร์กอีกหลายสาขา เป็นต้น
4. การโจมตีทางไซเบอร์ในยุโรปในครั้งนี้ ได้เผยให้เห็นถึงช่องว่างหรือช่องโหวของระบบรักษาความปลอดภัยของคลังสินค้า ห่วงโซ่การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการเก็บอาหารในโลกสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี นับเป็นความไม่มั่นคงในด้านอาหารในประเทศยุโรปที่หลายฝ่ายก็ทราบดีอยู่แล้วว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็คาดกันไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันอย่างที่เห็น (และยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากแหล่งเดียวกันหรือไม่)
ที่สำคัญ เมื่อเกิดขึ้นการโจมตีดังกล่าว ก็พบว่ายังไม่สามารถป้องกันได้มาก เหตุเพราะความไม่พร้อมหลายประการ ถึงแม้ว่าความเสียหายหรือความโกลาหลยังมีไม่มากนักก็ตาม ในอนาคต คาดว่าจะมีการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในด้านห่วงโซ่อาหารกันใหม่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะระบบคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าของเครือข่ายร้านอาหาร คลังแช่แข็งอาหาร แม้แต่คลังยา คลังวัคซีน โรงงานอุตสาหกรรมอาการและยา ห้างสรรพสินค้า รวมทั้งอาคารที่ทำการต่างๆ ทั้งของราชการและเอกชน ที่ควบคุมอุณหภูมิหรือระบบความดันหรือระบบหล่อเย็นต่างๆ ด้วยระบบ online หรือมีอุปกรณ์ที่ล้าสมัย มี password แบบพื้นฐานที่ป้องกันการแฮกไม่ได้ หรือมีช่องทาง remote access เพื่อเจาะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าต่างๆ ได้โดยง่าย
5. สำหรับไทย เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ในยุโรปครั้งนี้ ไม่ควรจะมองว่าเป็นการ “โจมตีตู้เย็น” แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ปลุกให้ตื่น” ด้วยการส่งสัญญาณว่าได้เกิดความไม่มั่นคงไม่ปลอดภัยในเรื่องห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานด้านอาหารทั้งระบบของประเทศขึ้นแล้ว รวมทั้งในการเชื่อมโยงกับตลาดส่งออกในยุโรปของเรา
กล่าวคือ ไทยที่ถือว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก มีความภาคภูมิใจว่าเรามี “ความมั่นคงทางด้านอาหาร” (Food Security) มากกว่าหลายประเทศ แต่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยืนยันว่าเราไม่ได้มีความมั่นคงทางด้านอาหารแบบเดิมๆ อย่างที่เคยเชื่อกันอีกต่อไป
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เร่งสำรวจระบบและอุปกรณ์ควบคุมที่เชื่อมโยงกับระบบ internet โดยตรงให้ปลอดภัยขึ้นอย่างเร่งด่วน ลดการเชื่อมโยงโดยตรงหากทำได้ ไม่ให้มีการควบคุมทางไกลโดยไม่จำเป็น รวมทั้งปรับปรุงระบบควบคุมกลางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตรวจสอบและแจ้งเตือนการเจาะระบบหรือการโจมตีทางไซเบอร์ได้ดีขึ้น มีระบบสำรองในการบริหารจัดการเรื่องผลิตและเก็บอาการที่จำเป็น รวมทั้งซักซ้อมบริหารสถานการณ์ในกรณีที่ถูกโจมตีในด้านนี้ และการพิจารณาลดความเสี่ยงในการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อาหารและอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับยุโรป
แต่การปรับปรุงระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทางด้านนี้ ย่อมจะเป็นภาระให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคค่อนข้างแน่นอน ประกอบกับหน่วยงานหลักๆ ของเรา เช่น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านของผู้บริหารชุดใหม่ และด้วยความเชื่อแบบเดิมๆ ของผู้นำหรือของผู้ที่มีอำนาจว่าไทยยังมีความมั่นคงปลอดภัยทางด้านอาหารอยู่ ก็จะยากที่เรามีความพร้อมรองรับภัยคุกคามสมัยใหม่เช่นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก “Panitan Wattanayagorn”
Advertisement