
วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อเสนอในวง กมธ.ทหารวันนี้ที่ต้องการให้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกขายที่ดิน ที่เป็นของราชพัสดุ และอยู่ในความดูแลของมณฑลทหารบกที่ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เราทราบว่าทางปปช.เคยส่งข้อเสนอแนะถึงคณะรัฐมนตรีให้บริหารจัดการเรื่องที่ราชพัสดุให้มีความโปร่งใสมาแล้ว โดยเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมีมติให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการคลังร่วมกันพิจารณาปรับปรุงระบบระเบียบการบริหารจัดการที่ราชพัสดุให้มีความโปร่งใส ตามที่ ป.ป.ช. เคยเสนอแนะไว้ แต่ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2569 กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กลับมีหนังสือตอบ ครม. ว่าระเบียบเดิมที่มีอยู่นั้นมีความเหมาะสมแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) ซึ่งรับดูแลพื้นที่ต่อจากกรมธนารักษ์ ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบ ระเบียบ และกลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น หนังสือตอบกลับของกระทรวงการคลังจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการบริหารจัดการสถานการณ์ให้โปร่งใสได้ กมธ. การบริหาร จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องทำหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อขอให้อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 ประกอบมาตรา 35 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วย ป.ป.ช. ทำข้อเสนอแนะถึง ครม. อีกครั้งในการปรับปรุงระเบียบส่วนนี้
นายวิโรจน์ กล่าวว่า พื้นที่บริเวณ มทบ.12 มีขนาดกว้างใหญ่มากเมื่อเทียบกับความจำเป็นในการใช้ฝึกของกองทัพ หากจะผลักภาระหรือโทษฝ่ายทหารทั้งหมดถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะกำลังพลมีจำกัดแต่พื้นที่กลับใหญ่เกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากกรมธนารักษ์มอบพื้นที่ให้ดูแลตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสงวนหวงห้ามที่ดิน พ.ศ. 2484
ดังนั้น กมธ. การทหาร จึงควรเสนอต่อ ครม., นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ป.ป.ช. ให้ตราพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ เพื่อลดหรือทบทวนเขตพื้นที่ตาม พ.ร.ฎ. ปี 2484 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง พร้อมทั้งใช้อำนาจตามมาตรา 22 และมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ ในการเรียกคืนพื้นที่ที่ไม่จำเป็นกลับคืนมา หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องใช้ กองทัพก็สามารถขอใช้พื้นที่เพิ่มตามมาตรา 19 ได้
"กรณีนี้มองจากดาวอังคารก็รู้ว่ามีการประพฤติมิชอบเกิดขึ้น เพราะสิ่งปลูกสร้างถาวรเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยไม่มีใครรู้ย่อมเป็นไปไม่ได้ และจากข้อกล่าวหาเข้าใจว่ามีข้าราชการส่วนท้องที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจและ ป.ป.ช. ในการดำเนินคดี" นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์ ได้ฝากถึง ป.ป.ช. ให้พิจารณาใช้กฎหมายอย่างครอบคลุม ทั้งมาตรา 171 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วย ป.ป.ช. ประกอบมาตรา 157 และมาตรา 172 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยระบุว่า แม้ผู้มีอิทธิพลหรือกำนันในพื้นที่จะไม่ได้มีอำนาจโดยตรง แต่การแอบอ้างหรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีอำนาจ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 171 แห่ง พ.ร.ป. ป.ป.ช. เช่นกัน
สำหรับกรณีที่ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อซื้อขายที่ดินของรัฐ นายวิโรจน์ อธิบายว่า เอกสารสิทธิ์ที่ดินมีหลายประเภท ประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจผิดเนื่องจากมีบุคคลมีสี ข้าราชการ หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อวดอ้างตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการอนุญาตให้ครอบครองเพื่อใช้ประโยชน์ทางเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย ไม่สามารถเปลี่ยนมือหรือซื้อขายได้
ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลที่รู้ทั้งรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ใช้คอนเนกชันและเครือข่ายข้าราชการในพื้นที่ในการหาผลประโยชน์ เพื่อปกป้องไม่ให้ปรากฏเป็นข่าวและรอดพ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย จี้กรมธนารักษ์หยุดผลักภาระให้ทหาร-ติงรัฐใช้กฎหมายสองมาตรฐาน
นายวิโรจน์ ระบุเพิ่มเติมว่า การสั่งการเฉพาะจุดไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะผู้มีอิทธิพลและข้าราชการที่มีลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำที่สามารถมอนิเตอร์สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่ว่าจะเร่งรัดจัดการอย่างเด็ดขาดหรือไม่
นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ต้องยุติการผลักภาระให้กองทัพ และต้องนำที่ราชพัสดุกลับไปจัดสรรให้หน่วยงานที่ตรงกับภารกิจโดยตรง เช่น กรมป่าไม้ เพื่อให้กองทัพได้สงวนพื้นที่เฉพาะที่จำเป็น และนำกำลังพลกลับไปมุ่งเน้นภารกิจหลักในการดูแลความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แทนที่จะต้องเสียทรัพยากรไปกับการเฝ้าระวังและแจ้งความจับกุมผู้บุกรุก
ส่วนประเด็นที่คนทั่วไปสามารถซื้อที่ดินของรัฐนั้นจะมีใครหละหลวมหรือไม่ นายวิโรจน์ระบุว่า จริง ๆ ต้องยอมรับว่าเอกสารสิทธิ์ที่ดินมี หลายประเภท แล้วก็เป็นไปได้ว่าจะมีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถ้าเกิด เป็นคนมีสี ดูแล้วเป็นคนผู้ยิ่งใหญ่เป็นเจ้าที่เจ้าทางในพื้นที่นั้น มีความเป็นข้าราชการท้องที่ หรือมีความเป็นข้าราชการก็ดี เวลาอวดอ้างตนเองทำประชาชนทั่วไปก็จะหลงเชื่อ แล้วพอเอกสาร สิทธิที่ดินมีหลายประเภท หลายคนก็อาจจะเข้าใจผิดว่ามันซื้อขายกันได้ แต่ จริงๆ เป็นการอนุญาตให้ครอบครองใช้ประโยชน์ เพื่อเกษตรกรรมหรือเพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น และเปลี่ยนมือไม่ได้ ซึ่งประชาชนก็อาจจะไม่รู้ แล้วก็มีการซื้อขายกันบางคนเป็นการซื้อขายกระดาษเปล่าก็มี แล้วก็เอามาใช้ประโยชน์ซึ่งประชาชนอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าผิดกฎหมาย แต่ก็มีบางกรณีที่ รู้ทั้งรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ใช้คสามมีอิทธิพล "คอนเน็กชันและเครือข่ายข้าราชการในพื้นที่" คอยปกป้องคุ้มครองและปิดข่าว ทำให้ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย
นายวิโรจน์ระบุว่า อย่างกรณีเรียกรับผลประโยชน์ เรมิผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมกันหรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่ง ทหาร ลาดตระเวนทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง จะไม่พบความผิดปกติหรือไม่เจอเบาะแสใด ๆ มันคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าถามว่าถ้าเกิดตรงนั้นมันมีเจ้าที่เจ้าทาง มีผู้มีอิทธิพล ทหารระดับนายสิบ ที่เข้าไปเจออะไรบางอย่างระหว่างลาดตระเวนเขาจะทำอะไรได้ เพราะถ้าเกิดเขาไปทำอะไร เข้าให้ คุณก็รู้ใช่ไหม ว่าผู้มีอิทธิพลมีเครือข่ายกับระดับผู้บังคับบัญชา ระดับข้าราชการระดับสูง ทหารตัวเล็กๆ อาจจะซวยได้ ดังนั้นผมคิดว่าแก้ที่ระบบดีกว่า เพื่อความสบายใจ ทุกอย่างทางกองทัพ จะได้สงวนพื้นที่เฉพาะที่จำเป็นต่อการฝึก ทางกรมธนารักษ์ก็จะได้มอบหมายพื้นที่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง พงษ์ จะได้ถูกฝาถูกตัว
"ที่ผ่านมา รัฐมักบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเต็มที่กับประชาชนตัวเล็กตัวน้อยที่หาของป่าตามนโยบายทวงคืนผืนป่า แต่กลับมีความเกรงใจ เช็กเบ็ค หรือยักเย้เยักยันเมื่อต้องจัดการกับนายทุนและผู้มีอิทธิพล จนทำให้สังคมเกิดคำถามว่า บ้านเมืองเรายังคงเป็นนิติรัฐ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันอยู่หรือไม่" นายวิโรจน์ กล่าว
Advertisement