
วันที่ 29 ต.ค. 69 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน เป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหาร (กมธ.ทหาร) ได้เชิญหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย มณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12)กรมธนารักษ์ และสํานักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนาย อธิป อนันทวรรณ หรือ ก๊อต อธิป สามีของ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี สามีดาราดังรุกที่ดินราชพัสดุที่อยู่ในความรับผิดชอบของ มทบ.12 ใช้ประโยชน์ในการจัดทําสนามวิ่งเทรลในพื้นที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
เมื่อเริ่มการประชุม ประธานกมธ.ได้ซักถามรายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้น กับทางผู้แทน มทบ.12 โดย พ.อ.ไพศาล พิศาลยุทธาพงษ์ รองผบ.มทบ.12เป็นผู้เริ่มชี้แจงเป็นคนแรกว่า เมื่อวันที่ 25 ตุ.ค. ที่ผ่านมา มี เจ้าหน้าที่ที่ดินของมณฑลทหารบกที่ 12 และส่วนราชการจังหวัดนครนายกได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณเขาตีนไก่ ตําบลศรีกะอาง อําเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ตามที่เป็นข่าวในสื่อ ต่อมาวันที่ 26 ต.ค. รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในการลงพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ ซึ่งก็ได้มีการตรวจสอบทั้งแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ จึงอยากจะขอสรุปพื้นที่บริเวณนี้เป็นการบุกรุกอย่างแน่นอน ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งหลายๆ ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และได้มอบให้กับกองทัพบกเป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว
หลังจากนั้น มทบ.12 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด ในฐานะพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพบก ในพื้นที่ 3 งหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา มีพื้นที่รวม 60,000 ไร่ และได้แบ่งมอบพื้นที่ให้กับหน่วยระดับกองพล คือ กองพลทหารราบที่2 รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ดูแลพื้นที่ตามลําดับในแต่ละจังหวัด
สำหรับที่ดินที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เป็นพื้นที่ที่ มทบ.12 ได้มอบหมายให้กับกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ โดยกองพลดังกล่าวได้แบ่งมอบให้กับหน้าที่ดูแลให้กับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นผู้กำกับดูแล และใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพื้นที่ฝึกซ้อมในป่า ทำให้พบปัญหา การบุกรุกพื้นที่
ส่วนประเด็นที่ให้เช่า กองทัพอยากจะขอชี้แจงว่า การเช่าพื้นที่ที่อยู่ในการดูแลปกครองโดยกองทัพบกนั้น จะต้องมีจุดประสงค์เพื่อที่อยู่อาศัยและการเกษตรเท่านั้น โดยมีขั้นตอน หากว่าผู้มีความประสงค์ขอเช่า ก็จะทําเรื่องไปที่กรมธนารักษ์ แต่ละพื้นที่ของจังหวัด หลังจากนั้นทางธนารักษ์พื้นที่จังหวัดก็จะส่งเรื่อง สอบถามความเห็นชอบ มายังหน่วยปกครอง คือ มทบ.12 หลังจากนั้น มทบ.12 จะส่งเรื่องไปยังกองทัพบก หลังจากนั้นกองทัพบกจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะให้ไม่ให้พิจารณา หากพิจารณาว่าไม่ขัดข้อง ก็จะส่งเรื่องกลับมาที่ มทบ.12 หลังจากนั้นก็จะแจ้งกลับไปยังธนารักษ์พื้นที่ ก่อนที่กรมธนารักษ์จะแจ้งไปยังผู้ที่ติดต่อขอเช่าพื้นที่ ก่อนที่จะมีการทําสัญญาเช่าและจ่ายค่าเช่ากับกรมธนารักษ์พื้นที่โดยตรง โดยที่หน่วยทหารจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง
ที่ผ่านมาขอยืนยันว่าไม่มีการอนุญาตให้เช่า หรือมีการขออนุญาตเช่าพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการบุกรุกอย่างแน่นอน ทางกองพันทหารราบที่ 2 ได้ดำเนินการแจ้งความ ที่ สภ.บ้านนา จ.นครนายกแล้ว
ต่อมา พ.ท.วัชระ อุทชัย ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ชี้แจงว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งก็ค่อนข้างจะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนที่อาศัยอยู่เดิมเป็นจํานวนมาก ในพื้นที่การรับผิดชอบของกองพันทหารราบที่2 รักษาพระองค์ ประกอบด้วยสองตําบลคือ ตำบลศรีกะอาง และตำบลเขาเพิ่ม ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ทั้งหมด 6 หมู่บ้าน
สำหรับกรณีที่ดินที่มีปัญหาอยู่นี้ ทางหน่วยได้ไปตรวจพบ มีการเข้ามาใช้ประโยชน์ตั้งแต่เดือน มี.ค. 68 ในขณะนั้นยังไม่มีสิ่งปลูกสร้าง เหมือนที่ปรากฏในปัจจุบัน พบแค่การถากถางพื้นที่ จนนํามาสู่การดําเนินการของหน่วยที่เป็นไปตามระเบียบของกองทัพบกในทุกพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ โดยจะใช้แนวทางของรัฐศาสตร์นำนิติศาสตร์ โดยใช้วิธีการเข้าไปพบปะพูดคุยกับผู้ที่แสดงตนดูแลรักษาพื้นที่ เป็นอันดับแรก ประการต่อมา หากพื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มอยู่ในระหว่างที่ที่ประชาชนพิสูจน์สิทธิ์ หรือไม่สามารถที่จะพิสูจน์สิทธิ์ได้ ก็จะยกระดับ โดยการปักป้ายประกาศ ว่า อยู่ในความดูแลของหน่วย ลําดับสุดท้าย ถ้ากรณีดังกล่าวได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมธนารักษ์ หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อำเภอ หรือ แม้แต่จังหวัด ถ้าทุกหน่วยยืนยันตรงกันทั้งหมด ว่าพื้นที่บริเวณนั้น เข้าข่ายการบุกรุก ทางทหารก็จะดำเนินการในส่วนของการแจ้งความร้องทุกข์ ในปัจจุบันนี้ทางหน่วยได้ดําเนินการตามขั้นตอน แล้วในกรณีของที่ดินที่กําลังเกิดปัญหา ทั้งมีการไปปักป้าย เนื่องจากว่ามีการบุกรุกอย่างแน่นอน จึงได้มีการแจ้งความไปแล้วเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักๆ และนโยบายของกองทัพบก
ขณะที่นายปัณณทัต อุทธเสน ผู้แทนกรมธนารักษ์ ชี้แจงว่า กรณีที่เป็นข่าว เมื่อหน่วยงานตรวจสอบจนได้ข้อยืนยันว่ามีการบุกรุกแล้ว จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยผู้แทนกรมธนารักษ์ระบุว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกเหนือจากการดำเนินคดีอาญา ยังสามารถพิจารณาใช้สิทธิทางแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้บุกรุกได้ โดยผู้แทนกรมธนารักษ์ประเมินค่าเสียหายเบื้องต้นจากค่าเช่าและค่าเสียประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง รวมประมาณ 700,000 บาท ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครนายกได้มีหนังสือถึงหน่วยทหารที่รับผิดชอบ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการให้ผู้บุกรุกออกจากพื้นที่โดยเร็ว พร้อมยืนยันว่า กรมธนารักษ์ไม่เคยอนุญาตให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวเช่าพื้นที่แปลงดังกล่าว
นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นตัวแทนชี้แจงประเด็นพื้นที่ว่า แม้พื้นที่ที่เป็นข่าวจะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ แต่ในทางกฎหมายเป็นที่ราชพัสดุ ไม่ใช่พื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ป่าตามกฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง
ส่วนพื้นที่ที่กรมป่าไม้ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์บริเวณใกล้เคียง มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2523 เพื่อดำเนินกิจการด้านการเพาะชำกล้าไม้ โดยพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ทับซ้อนกับบริเวณที่ปรากฏเป็นข่าว
นอกจากนี้ ผู้แทนกรมป่าไม้ยังชี้แจงถึงกรณีเอกสารซื้อขายที่ดินซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ว่า ที่ดินที่เป็นราชพัสดุไม่สามารถมีเอกสาร ส.ป.ก. ได้ เนื่องจากเอกสารดังกล่าวใช้กับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงตั้งข้อสังเกตว่า การระบุเอกสาร ส.ป.ก. ในสัญญาซื้อขาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะและสิทธิในการครอบครองที่ดิน โดยย้ำว่าการเช่าที่ราชพัสดุไม่ได้ทำให้ผู้เช่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จะนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือได้
ประเด็นสำคัญในวงกมธ. คือข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายปกครองในพื้นที่ โดยกรรมาธิการและสื่อมวลชนตั้งคำถามถึงกรณีที่มีกำนันตำบลศีกะอางปรากฎชื่อไปเกี่ยวข้องกับเอกสารการซื้อขายที่ดิน ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุและอยู่ในความดูแลของทหาร ในวงกมธ.ตั้งข้อสังเกตว่า หากกำนันไม่มีอำนาจในการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์หรือซื้อขายที่ราชพัสดุ เหตุใดจึงมีการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการลงนามดังกล่าวมีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่าผู้นำท้องที่ทราบถึงการเข้าใช้ประโยชน์และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่หรือไม่ หากทราบเหตุใดจึงไม่มีการรายงานให้กรมธนารักษ์ หน่วยทหาร หรือหน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบ
Advertisement