
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายจังหวัดมีประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักรและสถานประกอบการ อีกทั้งยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากสูญเสียพื้นที่ทำกิน ร้านค้าต้องหยุดกิจการ หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ส่งผลให้รายได้ลดลงหรือขาดหายไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินยังคงอยู่ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย
โดยให้ความสำคัญกับประชาชนและผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลาง มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งด้านการดำรงชีวิต รายได้ ภาระหนี้สิน และการประกอบอาชีพ ควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ลดภาระหนี้เดิมผ่านมาตรการพักชำระหนี้ในช่วงที่รายได้ขาดหาย และจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูเครื่องมือประกอบอาชีพ และเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
2.3 การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย กรณีกรมสรรพากรคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี และผู้มีหน้าที่เสียอากร ซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน -29 ธันวาคม 2569 ตามท้องที่ที่กรมสรรพากรกำหนด จะได้รับการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีการชำระภาษี การนำส่งภาษี และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน -29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยการขยายกำหนดเวลาครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยกเว้นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ทั้งนี้ การขยายเวลารวมทั้งการยื่นแบบเป็นกระดาษและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ สำหรับอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลังขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมต่อไป
2.4 มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกรมสรรพสามิต ปี 2569คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 2569 ของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยซึ่งมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2569 ออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
นอกจากนี้ ยังขยายกำหนดเวลาการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตสุราและยาสูบ รวมถึงใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 31 ตุลาคม 2569ให้สามารถยื่นคำขอได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิมนอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน และ 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติในวงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผ่านช่องทาง www.thainatcat.org และประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน คปภ.
โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังตระหนักดีว่า การฟื้นฟูหลังอุทกภัยเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากการให้ความช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนหรือสถานประกอบการ หรือทำให้ธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินการได้ ยังต้องช่วยให้ประชาชนกลับมามีรายได้ มีโอกาสและความมั่นคงในการดำรงชีวิต ดังนั้น กลไกทางการเงินและมาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้จึงมุ่งบรรเทาภาระพร้อมสนับสนุนเงินทุน และลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการที่ประสบความยากลำบากได้อย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูชีวิตได้อีกครั้ง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 02-273-9020 ต่อ 3289กรมศุลกากร 02-667-7000 ต่อ 20-6476กรมสรรพากร 02-272-8033 หรือ 1161กรมสรรพสามิต 02-241-5600-18 ต่อ 552301สำนักงาน คปภ. 0-2515-3999 หรือสายด่วน 1186ธนาคารออมสิน โทร. 02 299 8000 หรือสายด่วน 1115ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โทร. 02 555 0555ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร. 02 645 9000ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โทร. 02 265 3000 หรือสายด่วน 1357ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โทร. 02 169 9999ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โทร. 02 650 6999 หรือ 1302บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โทร. 02 890 9999
Advertisement