
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต้านสินบน และความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ว่า วันนี้มีการประชุม ถึงเรื่องที่มีความสนใจในขณะนี้ คือเรื่องที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการตรวจจับสถานบันเทิงหลายแห่ง ล่าสุดที่จังหวัดระยอง ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ซ้ำเดิมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เราจึงตั้งข้อสังเกตและร่วมกันหาแนวทาง ที่ประชุมจึงมีมติมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท. ไปร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. และกรุงเทพมหานคร ไปหารือแนวทาง
โดยอันดับแรกต้องดูช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่ามีส่วนใดบ้างที่ทำให้เกิดการเรียกรับส่วย ซึ่งเมื่อศึกษาแล้ว ทั้ง 3 หน่วยงานจะพูดคุยกัน เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาเบื้องต้น โดยจะเริ่มที่ถนนข้าวสารเป็นแซนด์บ็อกซ์ ที่จะแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา แก้ปัญหาในเรื่องของส่วยให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้กวาดแล้ว คณะกรรมการของเราก็มีหน้าที่เก็บในส่วนที่ดำเนินการไว้ แล้วต่อยอดเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุด
นายภราดร กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขช่องว่างกฎหมาย อาทิ พ.ร.บ.อาคาร พ.ร.บ.สถานประกอบการ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรคของการเปิดสถานบริการเหล่านี้ เมื่อมีอุปสรรคจึงเกิดช่องทางรับส่วย สินบน ดังนั้นต้องมาไล่ดูว่า ตรงไหนที่เป็นอุปสรรค และจะแก้ไขระเบียบแบบใด และหากต้องแก้ไข พ.ร.บ.รัฐบาลก็จะดำเนินการต่อไป โดยดูว่ากฎหมายแต่ละฉบับเป็นของหน่วยงานใดบ้าง เพื่อให้มีการยกร่างแก้ไขกฎหมาย หรืออาจจะส่งให้พรรคการเมือง เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ซึ่งอาจจะทำได้เร็วกว่า
นายภราดร กล่าวว่า ส่วนนโยบาย 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา ซึ่งถือเป็นนโยบายใหญ่ของรัฐบาล 13 หน่วยงานนำร่องได้เสนอแนวทางในที่ประชุมในการทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้ และได้มอบหมายให้ ก.พ.ร. รวมกับ ปปท. ไปประสานกับหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด หลาย 100 หน่วยงานเพื่อให้ไปเร่งรัดดำเนินการ
เมื่อถามว่ากรณีสถานบันเทิง KTV ที่ตรวจจับล่าสุด และมีการ เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงในอำเภอมีการรับสินบน จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง นายภราดร กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับ ผบช.น. ในเรื่องการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนรู้เห็น หรือถูกกล่าวอ้างว่ามีส่วนรู้เห็น จะต้องถูกดำเนินการทั้งในส่วนวินัย และคดีอาญา ในส่วนทางวินัยก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ของแต่ละหน่วยงาน ส่วนทางอาญา เป็นหน้าที่ของปปท. ประสานกับตำรวจ เพื่อดำเนินคดีอาญา และได้มอบนโยบาย กลับ ปปท. ไว้ว่า เคสเหล่านี้ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด ต้องใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ให้รู้ว่ามีการทำผิดแบบไหน และส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุด
Advertisement