
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านพร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(ประธานวิปฝ่ายค้าน)ร่วมกันแถลงข่าวถึงการยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของกกต.ในการพิจารณาคดีการโกงเลือกสว. โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่าตนเองจะไปยื่นร้องด้วยตนเองในวันศุกร์ ที่ 25 กันยายนนี้ จากการดำเนินการที่ผ่านมาพรรคประชาชนเห็นว่ามติของกกต.ในคดีการโกงเลือกสว.นั้นเป็นมติที่ทำให้ เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบและเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายหลายประการ เช่นรัฐธรรมนูญมาตรา 234 พรบป.ป.ชมาตรา 172 พรบกกตมาตรา 69 และป.อาญามาตรา 157
ทั้งนี้ มีประเด็นหลักอยู่ 2 เรื่องคือ 1. มติกกต.ที่ออกมา ในวันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นมติที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น การปฏิเสธการร่วมกันทำกันเป็นขบวนการ เพราะการพิจารณาของ กกต.พยายามพิจารณาเป็นรายบุคคลทั้งที่จริงๆแล้วเรื่องนี้เป็นการดำเนินการที่เป็นขบวนการที่อาจจะเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ , กกต.เพิกเฉย ต่อหลักฐานโพยใบสั่ง ซึ่งเป็นการขัดกับบรรทัดฐานเดิมของ กกต.เองด้วยซ้ำ หลังจากที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนเคยเปิดเผยหลักฐานไปก่อนหน้านี้ และอีกอย่าง กกต.ยังอ้างการกลับคำให้การของพยานบางรายเพื่อตัดตอนรูปคดีและเอื้อประโยชน์ต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
และ 2.การดำเนินการของกกต.ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการลงมติ พบข้อพิรุธหลายอย่างที่ก่อให้เห็นว่ากกต.ปล่อยปละละเลยหรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือกสว. ครั้งนี้ เช่นการออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพยให้เกิดการทุจริตได้ การใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งทำให้ในทางปฏิบัติง่ายขึ้นต่อการทำโพย รวมถึงการบกพร่องต่อการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าจะยื่นฟ้องทั้ง 7 คนเลยหรือไม่นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เบื้องต้นทุกคนที่อยู่ในข่ายที่เกี่ยวข้องจะถูกฟ้องทั้งหมด ซึ่งเป็นหน้าที่ของป.ป.ช.ที่จะไปไต่สวนการยื่นคำร้องของเราในครั้งนี้เป็นการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ปปชตั้งคณะไต่สวนดังนั้นในส่วนของพรรคประชาชนดูจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสาระสำคัญคือเรื่องที่ป.ป.ช.เอง ควรจะเห็นได้เหมือนที่พวกเราเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการทำกันเป็นขบวนการ ไม่สามารถที่จะพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทุกตัวมาต่อกัน ทำให้เห็นช้างทั้งตัวก็จะเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่สอบไปในทางทุจริตจริงๆ
ทั้งนี้ นอกจากการฟ้องผ่านป.ป.ช ยังมีช่องอื่นอีกหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนอยากจะสนับสนุนผู้เสียหาย คือคนที่เป็นผู้สมัครหรือสว.สำรอง ควรร้องไปยังศาลโดยตรงแต่ในฐานะพรรคประชาชนเราไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะใช้ช่องทางคำร้อง ได้จึงต้องร้องผ่านป.ป.ช.
นายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า เราร้องกกต.ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และไม่ทราบจากทางกกต.ว่ามติที่ลงแต่ละครั้งใครลงมติอย่างไรบ้างเพราะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลข ว่าสั่งฟ้องใครไม่สั่งฟ้องใครในข้อกล่าวหาไหน เสียงของคณะกรรมการทั้ง 7 คนเป็นอย่างไร จึงตัดสินใจร้องคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คนส่วนใครลงมติอย่างไร ที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็เป็นหน้าที่ของป.ป.ช.ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ยังให้ทีมกฎหมายดูฐานความผิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบว่าฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ อย่างพรบกกตมาตรา 69 ระบุไว้ชัดเจน ว่าฐานความผิดครอบคลุมไม่ใช่แค่กรรมการแต่รวมถึงอนุกรรมการด้วย เพราะทราบดีว่าในอนุชุดที่ 36 เสียงข้างมากซึ่งคาดว่าเป็นมติ 5 ต่อ 2 ลงความเห็น ว่ากกตนั้นไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่งหนึ่งใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากคือร.ต.อ.ปิยะ และการเสนอความเห็นว่าไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียวมันขัดกับหลักการหลักกฎหมายและหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ
สำหรับกรณีที่มติครม.ครั้งล่าสุดตั้งร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดี DSI จะส่งผลต่อคดีโกงเลือกสว.หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่สส.พรรคประชาชนได้มีการแสดงความกังวลมาก่อนล่วงหน้าและมติครม. ล่าสุดที่ออกมา ก็เป็นเหตุให้เราต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งในห้วงเวลานี้หลังจากที่กกต.มีมติสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดไปแล้วบางส่วนไปที่ศาลฎีกาแม้ว่าจำนวน 77 คนอาจจะน้อยกว่าที่เราคิดไว้ แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามมา คือในฝั่งของ DSI นั้นจะต้องเดินหน้าการตรวจสอบของตัวเองต่อไป เพราะที่ผ่านมา DSI เคยมีการสอบสวนและมีการสรุปสำนวนเสนอให้อัยการสั่งฟ้อง 8 คน ก่อนที่ทางอัยการจะตีกลับ เพราะเห็นว่าหากเป็นพฤติการณ์ที่ทำกันเป็นขบวนการก็ไม่ควรที่จะสั่งฟ้องแค่ 8 คน แต่ควรจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมาทาง DSI รอมติจากทางกกตก่อน ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่และเมื่อกกต.มีมติออกมาเมื่อวันที่ 14 กันยายนสั่งฟ้อง 77 คน ก็ชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
ฉะนั้นบทบาทของ DSI จะมีส่วนสำคัญมาก ว่าจะมีการสอบสวนอย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมาต่อไปหรือไม่เพื่อขยายผลและนำผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบทางกฎหมายดังนั้นการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI ในห้วงเวลานี้แล้วปรับเปลี่ยนมาเป็นนายปิยะซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการ ชุดที่ 36 ก็เลยเกิดเป็นข้อกังวล ว่าเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามจะทำให้การทำงานของ DSI เป็นคุณ ต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่จะต้องตรวจสอบต่อไปและจะต้อง เรียกร้องว่าไม่ให้มีการแทรกแซงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในคดีนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและ สอบสวนได้อย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า มติครม.ดังกล่าว นำไปสู่การทำงานของ DSI ที่จะตัดจบในคดีอั้งยี่ซ่องโจรจากคดีฮั้วสว.หรือไม่ นานพริษฐ์ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูในรายละเอียดว่าในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ตนคิดว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ๆว่าเป็นการแต่งตั้งเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่เพราะประวัติความเป็นมาของร.ต.อ.ปิยะ ก็คือเป็นหนึ่งในเสียงข้างมากของคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 36 ที่เคยลงความเห็นส่วนทางกับหลักฐานและสวนทางกับ ความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากในกรณีการเลือกสว.ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกับคณะไต่สวนชุดที่ 16 และเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกับเลขาธิการและขัดแย้งแม้กระทั่งมติของกกต.ที่มีการสั่งฟ้อง 77 คน
"ดังนั้นการตั้งคนที่เคยมีประวัติออกความเห็นเช่นนี้ มาคุม DSI ในห้วงเวลาที่ DSI จะมีบทบาทสำคัญมากในการขยายผลและอำนวยความยุติธรรมให้กับคดีนี้ผมคิดว่าก็เป็นคำถามใหญ่ๆถึงความเหมาะสมว่าเป็นการแต่งตั้งเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อรัฐบาลหรือไม่และในฐานะฝ่ายค้านก็เป็นมุมหนึ่งที่เราจะเดินหน้าในการตรวจสอบแน่นอน"นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ ยังกล่าวต่อว่า ยิ่งกกต.ยืนยันว่ามีความผิดจริง DSI ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าเรื่องนี้ต่อ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีมติในการบรรจุเรื่องนี้เป็นหนึ่งในระเบียบวาระของการประชุมสัปดาห์หน้าเพื่อเชิญฝั่งตัวแทนของ กกต.และตัวแทน DSI ตัวแทนอัยการในการมาสอบถามและตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งเรื่องนี้เราต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่มิชอบ เพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาล
Advertisement