
26 กันยายน 2566 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ (กลุ่มเสียงข้างมาก) ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายตั้ม เดินทางมาร้องเรียนด้วยการโหนรถกระบะ พร้อมสวมเสื้อสีน้ำเงิน กางเกงสีดำ ติดหนวดโค้งงอ พร้อมกับถือโทรศัพท์ ไลฟ์สด อีกด้วย
ทนายตั้ม ระบุว่า วันนี้ตั้งใจแต่งกายด้วยเสื้อสีน้ำเงิน เพราะต้องการสื่อว่าอยากเป็น สว.สีน้ำเงิน และหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่จัดการกับกรณีการฮั้วเลือก สว. โดยมองว่าประเด็นการฮั้วมีการพูดถึงทั้งเรื่องโพยและหลักฐานต่าง ๆ แต่เมื่อ กกต.ไม่ดำเนินการ จึงเห็นว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ทนายตั้ม บอกว่า ติดตามเรื่องนี้มานาน แต่ก่อนหน้านี้ติดภารกิจพิชิตปลาสลิดอยู่ จึงยังไม่ได้ดำเนินการ กระทั่งวันนี้มีเวลาว่าง จึงเห็นว่าต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรม หลังติดตามข้อมูลจาก iLaw และกลุ่มอื่น ๆ ที่ออกมาเปิดเผยหลักฐาน รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของ กกต.เสียงข้างน้อย ซึ่งระบุว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และเข้าสู่กระบวนการของศาล แต่ กกต.ไม่ได้ดำเนินการ และยังไม่เห็นว่ามีหน่วยงานใดนำหลักฐานดังกล่าวมาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จึงตัดสินใจมาร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหายต่อกองปราบปราม กรณี กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ส่วนเหตุผลที่ไม่ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ทนายตั้ม กล่าวว่า เนื่องจาก ป.ป.ช.มาจากกลุ่ม สว.กลุ่มดังกล่าว และ กกต.ไม่ได้ดำเนินคดีกับกลุ่ม สว. จึงเลือกมาพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม โดยวันนี้เตรียมเอกสารหลักฐานมาบางส่วน และจะขออ้างพยานบุคคล รวมถึงสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับพยานที่ทนายตั้มเตรียมอ้าง มี 4 คน ได้แก่
1. นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (กรรมการเสียงข้างน้อย)
2. นายชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) (กรรมการเสียงข้างน้อย)
3. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. และประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ที่เคยสั่งฟ้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วสว. 229 คน
4. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw
นอกจากนี้ จะอ้างสำนวนของ DSI และสำนวนการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดก่อนที่จะส่งมอบให้ กกต.ชุดใหญ่ โดยต้องการให้เจ้าหน้าที่กองปราบปรามเรียกพยานดังกล่าวมาสอบสวน และตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทนายตั้ม ย้ำว่า ตัวเองเป็น สว.สำรอง อันดับ 4 กลุ่ม 17 จึงถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของ กกต. และมีอำนาจมาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ กกต.ชุดใหญ่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ทนายตั้มมีคดีอยู่ จะกระทบต่อคุณสมบัติในการเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ทนายตั้ม ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการขาดคุณสมบัติต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ขณะที่คดีของตนเองยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีและยังไม่ถึงที่สุด จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
ทั้งนี้ หาก กกต.ดำเนินคดีกับกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้วเลือก สว.จนมี สว.หายไป 4-5 คน หรือมากกว่า 200 คน ตนเองก็มีสิทธิ์ที่จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สว.ได้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่ต้องการใช้ สว.สีน้ำเงินแล้ว น้ำเงินอาจจะไม่เท่แล้วก็ได้
เมื่อถามถึงกรณีว่าที่อธิบดี DSI คนใหม่ที่มีภาพกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดีหรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า DSI จะดำเนินคดีกับ สว.สีน้ำเงินอย่างเต็มที่หรือไม่ และจะมีคำสั่งให้หยุดสืบสวนสอบสวนเหมือนที่ กกต.บางชุดดำเนินการหรือไม่ จึงเห็นว่าต้องพึ่งหลายหน่วยงานในการตรวจสอบเรื่องนี้ ทนายตั้ม ระบุว่าไม่อยากให้คาดหวังกับแนวทางของ DSI มากนัก เพราะมีการเปลี่ยนอธิบดี และอาจมีคำสั่งให้ยุติหรือไม่เดินหน้าคดี จึงเป็นเหตุผลที่วันนี้ต้องมาพึ่งตำรวจสอบสวนกลาง เพราะมองว่าน่าจะเป็นกลางและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
และต้องการให้ตำรวจสอบสวนกลางสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับ กกต. เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง และรวบรวมสำนวนกับพยานหลักฐานทั้งหมดไว้ก่อน แม้ท้ายที่สุดจะต้องส่งสำนวนต่อให้ ป.ป.ช.เป็นผู้รับผิดชอบก็ตาม โดยเห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและสอบพยานให้เสร็จก่อน แล้วจากนั้น ก็ส่งให้ ป.ป.ช. จะทำให้มีสำนวนและหลักฐานอยู่ในมือ หาก ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการ ก็จะดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.ต่อไป
ทั้งนี้ยอมรับว่าตัวเองเป็นนักร้องมานานแล้ว แต่เมื่อก่อนแสงมันไม่จ้าขนาดนี้ และอย่าบอกว่าตัวเองหิวแสงขณะที่วันนี้พยายามขยับไมค์หนีแสงพระอาทิตย์แล้วก็ยังส่องเข้ามาที่หน้าของตนเอง
เมื่อถามว่าวันนี้มายื่นเรื่อง สว.สำรอง แต่ทำไมถึงโหนรถกระบะมาแบบนี้ ทนายตั้ม ระบุว่า เพราะนอกจากต้องการมายื่นเรื่องเกี่ยวกับ สว.แล้ว ยังอยากเป็นคนดีช่วยเหลือประชาชน หากอยู่ในรถอาจมองไม่เห็น แต่เมื่ออยู่นอกรถ หากพบคนเดือดร้อน ก็สามารถกระโดดลงไปช่วยเหลือได้ทันที นอกจากนี้ทนายตั้มยังกล่าวติงนักข่าวว่าเวลาลงหมายนักข่าวชอบเดินทางมาถึงก่อน จึงเกาะรถมาเพื่อให้สื่อมวลชนเห็นว่าตนเดินทางมาถึงแล้ว
และยังกล่าวพาดพิงมูลนิธิกัน จอมพลัง ว่า "ตัวจริงเค้ายุ่ง ไม่มีเวลามาชี้แจง จะตายไปเพราะปลาสลิดอีกรอบ เมื่อวานพยายามจะไปสั่งปลาสลิด ขาดตลาดไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ไปอยู่ที่มูลนิธิ กัน จอมพลัง หรือเปล่า เอาปลาสลิดแบ่งๆ ออกมาบ้าง"
ส่วนการแต่งกายด้วยเสื้อสีน้ำเงิน ทนายตั้ม ระบุว่า วันนี้เป็นการแต่งตัวในลุค “สว.สีน้ำเงิน” และไม่ได้แต่งตามนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หรือกัน จอมพลัง
เมื่อถามว่าคิดถึงบ้านเก่าที่เคยมานอนหรือไม่ ทนายตั้มระบุว่า รู้สึกเหมือนกลับบ้าน ล่าสุดมาที่นี่เมื่อสองปีก่อน มานอนพักที่นี่หนึ่งคืนไม่ได้มาค้างนานแล้วแต่ว่าไม่มาดีกว่า วันนี้แค่เอาเอกสารมาให้ตำรวจ ตำรวจไม่ต้องเชิญตนนอนที่นี่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่าเรื่องความปลอดภัยมันก็ดีแต่ไม่ต้องปลอดภัยมากก็ได้กลับไปนอนบ้านให้มันสบายดีกว่า
ทั้งนี้ ทนายตั้ม ระบุว่า วันพรุ่งนี้จะเดินทางเข้ารัฐสภา เพื่อชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับสลากกินแบ่งรัฐบาลสำหรับคนพิการทางสายตา ส่วนจะมาในลุคใด ยังไม่ขอเปิดเผยล่วงหน้า
Advertisement