
วันที่ 17 ก.ค. การประชุมคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ที่มีนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นประธาน มีการประชุมชี้ขาดคุณสมบัติของ นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ว่า ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ หลังมีเรื่องถูกร้องเรียนว่า เมื่อได้รับคัดเลือกเป็น กรรมการ กสทช. แล้ว ยังรับเป็นกรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ และทำงานตรวจรักษาคนใช้ในโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมิได้ทำงานเต็มเวลาในการเป็น กสทช. ซึ่งถือว่า มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งอาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. หากคณะกรรมการสรรหาฯ มีมติว่า ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นายแพทย์สรณ เคยชี้แจงว่า ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ แต่เป็นลูกจ้างชั่วคราว รับเงินเป็นรายชั่วโมงเท่านั้น
สำหรับการประชุมครั้งนี้ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพในห้องประชุม เนื่องจากเป็นการประชุมลับ โดยไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนเข้าไปฟัง ขณะเดียวกันได้ให้ตำรวจรัฐสภาหลายนายมาดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน้าห้องประชุม
ขณะที่นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้ายื่นหนังสือ พร้อมพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ว่า นายแพทย์สรณ แม้จะลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังคง มีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราว ในตำแหน่งแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 ซึ่งจากการรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ทั้งหลักฐานการเสียภาษี ภ.ง.ด.90 การรับเงินรายได้จากมหาวิทยาลัย และระเบียบ ข้อบังคับ เรื่องลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ.2561 ของมหาวิทยาลัยมหิดล ชัดเจนว่า ลูกจ้างชั่วคราวนั้น หมายถึงลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมง
ดังนั้นการเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ถือเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ซึ่งขัดกับกฎหมาย ดังนั้นหลักฐานทั้งหมดนี้ถือว่า มีความเพียงพอ ที่จะชี้ชัดว่า นายแพทย์สรณ ยังคงเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน ซึ่งการเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี จะต้องมีการสมัคร และได้รับการอนุญาตเพื่อตรวจ และรักษาผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลได้ อยู่ดี ๆ จะไม่สามารถเป็นแพทย์จิตอาสาเข้ามารักษาผู้ป่วยได้
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่า นายแพทย์สรณ มีคนไข้ประจำ เข้าทำการรักษาทุกวันจันทร์ และพฤหัสบดี และเว็บไซต์ของโรงพยาบาลสมิติเวช ก็มีการระบุว่า เข้าไปตรวจทุกวันอาทิตย์ ขณะที่เว็บไซต์ โรงพยาบาลพระราม 9 ก็ระบุชัดเจนว่า มีการเข้าไปตรวจในวันเสาร์ และปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ไม่สามารถเข้าไปหาดูได้แล้ว ดังนั้นนายแพทย์ สรณ ต้องเลือกว่า อยากเป็นแพทย์ หรือเป็นประธาน กสทช.
นอกจากนี้นายแพทย์สรณ ยังได้สมัคร และได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ
ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช.ในวันรุ่งขึ้น แต่กลับไม่ ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการลาออก กลับทำหนังสือขอชะลอ เพื่อไปสอบคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนว่า สามารถควบตำแหน่งได้หรือไม่ ก่อนที่จะดึงเรื่องกลับจากกฤษฎีกา ซึ่งเข้าใจว่า คณะกรรมการคงตีความไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์จึงรีบชิงถอนเรื่องออกมาก่อน
นายแพทย์สุภัทร คาดหวังว่า วันนี้จะได้รับคำตอบจากคณะกรรมการสรรหา และต้องลงมติเป็นการเปิดเผย และคาดหวังว่า ในครั้งนี้คณะกรรมการสรรหาจะมีมติชี้ขาดเป็นที่สุด เพราะพยานหลักฐานชัดเจนมาก เพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเรื่องนี้คาราคาซังมาหลายปีแล้ว
ทั้งนี้ นายวิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายการประชุมว่า ที่ ประชุมมีมติ เป็นเอกฉันท์ว่านายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา8 (2)แห่งพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการกสทชตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564
นายวิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่าการกระทำที่ผ่านมาของนายแพทย์สรณ ไปเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหยิบยก แต่ละเรื่องไปพิจารณาว่าจะมีผลอย่างไร
ส่วนจะต้องให้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับเรื่องมาจากช่องทางไหนก็ส่งกลับไปช่องทางนั้น
Advertisement