
(14 พ.ค. 2569) เวลา 21.14 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 30 นาที นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BRICS (บริกซ์) และประเทศหุ้นส่วน ว่า ในการประชุมครั้งนี้ สาธารณรัฐอินเดีย ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ถือเป็นการครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้ง BRICS และนอกจากนี้ก็จะมีการประชุมระดับผู้นำในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
โดยสิ่งสำคัญของ BRICS คือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและที่กำลังจะก้าวขึ้นมาซึ่งเป็นขั้วอำนาจที่มีบทบาทสำคัญ โดยสิ่งที่ BRICS พยายามจะมีบทบาท ก็คือ เป็นกลุ่มที่อยากมีส่วนร่วมเพื่อกำหนดทิศทางของระเบียบโลกให้มากขึ้น เพราะระเบียบของโลกในปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยประเทศตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหนึ่ง แต่ในปัจจุบันมีการสะท้อนกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา รวมถึงบทบาทของขั้วอำนาจใหม่ ที่ตอนนี้มีหลายขั้วอำนาจ อีกส่วนหนึ่งของการประชุมในครั้งนี้ก็คือ เป็นช่วงที่ระเบียบของโลกกำลังถูกท้าทาย จากการดำเนินการต่างๆโดยมหาอำนาจที่เห็นว่า ไม่ต้องการที่จะยึดอยู่กับระเบียบของโลกอีกแล้ว ซึ่งจะสังเกตได้จากสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง
ฉะนั้น จะทำยังไงที่จะให้กลุ่มประเทศ BRICS รักษากติกา ระหว่างประเทศ รวมถึงรักษาระบบพหุภาคีในช่วงสถานการณ์ที่ถูกบั่นทอน ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยเอง ก็เป็นห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพราะผลกระทบที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ยังกระทบไปจนถึงอาเซียน ในเรื่องของวิกฤตพลังงานรวมถึงความมั่นคงด้านอาหาร
ในการประชุมนี้ก็มีการหารือว่า จะทำอย่างไรกันบ้างในกลุ่มประเทศเพื่อที่จะร่วมมือกันให้เข้มแข็ง โดยขณะนี้ มีประเทศสมาชิกถึง 20 ประเทศ รวมถึงขณะนี้ก็มีประเทศหุ้นส่วนอีกหลายประเทศ ซึ่งหัวข้อปีนี้ ได้มีการดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโลกก็คือ ความเข้มแข็ง นวัตกรรม ความร่วมมือ และ ความยั่งยืน
ตอนนี้ โลกที่กำลังผันแปร ก็จำเป็นที่จะต้องมีการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ เพราะความเข้มแข็งก็มาจากการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือต่อกันให้แน่นแฟ้น สิ่งที่ห่วงอีกก็คือ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกัน ด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะทุกประเทศต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ก็มีการหารือกันว่าจะร่วมมือกันอย่างไร และความร่วมมือปัจจุบัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของพหุภาคี แต่ก็ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเมื่อก่อนเพราะความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่นี้ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ, ภัยพิบัติ, การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ และการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2030
สำหรับในส่วนของประเทศไทย สิ่งที่ได้มีการเน้นก็คือ รายละเอียดที่เคยได้ไปร่วมประชุมอาเซียนมาแล้ว เพราะมีความเกี่ยวข้องกับการประชุม BRICS ในครั้งนี้ด้วย โดยที่ประชุมอาเซียนได้มีการพูดถึงโลกที่ผันแปร และการร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ซึ่งอาเซียนก็ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ขององค์กรภูมิภาคต่างๆที่มีกติการะหว่างประเทศ ดังนั้นความร่วมมือในระดับภูมิภาค และ ระหว่างภูมิภาค ก็เป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากนี้ในเรื่องของความเข้มแข็ง ก็ต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศของตัวเองก่อน และต้องบริหารจัดการภายในให้ดี ในขณะเดียวกันก็ต้องร่วมมือในระดับภูมิภาคที่มีประเด็นความท้าทายร่วมกัน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้โลกก็เผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง ที่แต่ละประเทศนั้น จะไม่แสดงท่าทีอะไรเลยก็ไม่ได้ และในส่วนของประเทศไทยนั้น ก็มีความต้องการเห็นสันติภาพและต้องการให้เกิดการแก้ไขด้วยการเจรจา และประเทศไทยเอง ก็ได้มีการประกาศนโยบาย ในเรื่องของการเพิ่มความร่วมมือในกลุ่มประเทศแอฟริกา เพราะถือเป็นตลาดใหม่ และกำลังก้าวขึ้นมาทางเศรษฐกิจ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ก็มีหลายประเทศจากกลุ่มแอฟริกามาร่วมประชุมด้วยทั้ง เอธิโอเปีย, ไนจีเรีย, อียิปต์ เป็นต้น ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ไทยจะประกาศนโยบายสู่กลุ่มประเทศแอฟริกาในที่ประชุมนี้
Advertisement