
(14 พ.ค. 2569) เวลา 21.14 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 30 นาที นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณี สมเด็จ ฮุนเซน ออกมากล่าวในทำนองว่าจะไม่เจรจาทวิภาคีใดๆกับประเทศไทย โดยจะใช้กลไก UNCLOS (อัน-โคลซ) เพราะมีตัวกลางดำเนินการ ว่า ในตอนนี้การเจรจาในกรอบ UNCLOS หรือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งการเจรจาก็จะมีกลไกในเรื่องของการประนีประนอม ทั้งโดยสมัครใจและแบบบังคับ สำหรับประเทศไทยนั้นก็เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการพูดคุยกันก่อน ว่า 2 ประเทศนี้จะมีการเดินหน้าด้วยกันอย่างไร ก่อนที่จะเข้าสู่ UNCLOS และก็จะดูว่าการเจรจานั้นไปได้ไกลแค่ไหน หากไปถึงจุดที่ไม่สามารถไปด้วยกันได้แล้วก็ต้องดูว่ามีกลไกอื่นภายใต้ UNCLOS หรือไม่
ซึ่งก็มีเรื่องของการประนีประนอมแบบสมัครใจและแบบบังคับ แต่อย่างไรก็ตามการประนีประนอมไม่ว่าจะแบบใดก็ตาม ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายแต่คือแนวทางที่ทั้ง 2 ประเทศจะใช้ร่วมกันในการแก้ไขปัญหา จาก MOU 44 ที่มีการเจรจาก่อน เช่นเดียวกับ UNCLOS ที่ก็ต้องมีการเจรจากันก่อน เมื่อไปไม่ได้ก็ต้องดูว่ามีกลไกอะไรมาเสริม
ส่วนกรณีที่ผู้นำกัมพูชาออกมากล่าวในทำนองอยากใช้ UNCLOS ในการเจรจา จะเป็นสัญญานที่ดีหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่า ทั้งกัมพูชาอาจจะอยากใช้กลไกการเจรจาแบบภาคบังคับก็ได้ แต่ทางไทยก็เห็นว่า ก่อนที่จะใช้ภาคบังคับก็ควรที่จะมีการพูดคุยกัน 2 ฝ่ายก่อน ดีหรือไม่
สำหรับกระแสข่าวการตั้ง พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นประธาน JBC ไทย-กัมพูชา ในส่วนของฝ่ายไทย จริงหรือไม่นั้น รมว.กต. กล่าวว่า ก็เห็นว่าน่าจะเป็นไปตามข่าวที่ออกมา เพราะ พล.อ.สมศักดิ์ ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน และมีประสบการณ์ในเรื่องของความมั่นคงที่มาจากกองทัพ ซึ่งในส่วนนี้ก็มีกระทรวงการต่างประเทศร่วมในคณะอยู่ด้วยก็เป็นการทำงานที่เป็นเอกภาพ
Advertisement