
วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า จะหาทางออกเรื่องน้ำมันให้ประเทศให้ประชาชนนี่มันเหนื่อยยากจริงๆครับ ในขณะที่ผมพยายามหาช่องทางทั้งทางด้านการบริหารและกฎหมายเพื่อจะช่วยบอกรัฐบาลว่ามีอำนาจทำอะไรได้บ้าง แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายกลับพยายามหาช่องทางบอกว่าทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจ การเป็นหน่วยงานของรัฐหรือการเป็นรัฐบาลนั้นอะไรที่ไม่มีอำนาจ ง่ายนิดเดียวก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจสิครับ ไม่มีกฎหมายก็ออกกฎหมาย ซึ่งทำได้ในทันทีโดยออกเป็นพระราชกำหนด ไม่มีระเบียบก็ออกระเบียบ มีระเบียบแต่ไม่เอื้ออำนวยก็แก้ระเบียบ ก็เท่านั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในแต่ละตำแหน่งแต่ละหน่วยงานต้องมีความรู้เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เองว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ ไม่ใช่ฟังเขาว่าหรือฟังรายงานแล้วเชื่อตามโดยไม่วิเคราะห์ต่อ
นั่นแหละที่จะพาเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายแม้แต่ท่านนายกฯยังต้องออกมาขอโทษรับผิดที่บริหารจัดการเรื่องน้ำมันจนสับสนไปหมด แบบนี้ทำให้ท่านนายกฯและรัฐบาลเสียหายไหมครับ
ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้รัฐบาลโดนต่อว่าเท่านั้น แต่เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าจะเกิดกับรัฐบาลเท่านั้น แต่มันจะเดือดร้อนเสียหายกันทั้งแผ่นดินผู้มีอำนาจบอกว่ามีอะไรแนะนำก็บอกมาไม่ใช่เอาแต่วิจารณ์ แต่พอเสนอไปก็บอกว่าทำไม่ได้บ้าง ไม่ถูกบ้าง โต้แย้งเสียดสีบ้าง บางเรื่องกว่าจะทำคิดได้แล้วลงมือทำก็ล่าช้าเกินเหตุบ้าง เช่นที่ผมเสนอมาตั้งนานแล้วว่าให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันมากว่าสองสัปดาห์แล้ว สุดท้ายก็เพิ่งมาประกาศว่าจะลดแล้ว ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองสัปดาห์หลังจากที่ผมเสนอไป ช้าไปไหม
ล่าสุดผมบอกว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการที่จะช่วยรัฐบาลกำกับดูแลแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำไมไม่ทำ แทนที่จะไปดูไปวิเคราะห์กันว่าจะทำได้ด้วยวิธีใดหรือติดขัดอะไร จะแก้อย่างไร กลับไปค้นหาเหตุผลมาโต้แย้งผมเพื่อจะบอกว่าฉันไม่มีอำนาจ ฉันทำไม่ได้
ซ้ำยังดั้นด้นไปงัดเอาคำพิพากษาศาลปกครองมาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการทำไม่ได้อีก แล้วก็รับลูกกันใหญ่ อย่างนี้จะไปรอดกันได้อย่างไร
ก่อนที่จะอธิบายให้ผู้รู้ทั้งหลายได้รู้มากขึ้นเกี่ยวกับสถานะและผลบังคับของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ก็ต้องบอกว่า แทนที่ผู้มีอำนาจหน้าที่พยายามยกคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อทำให้ตนเองหรือหน่วยงานของตนไม่มีอำนาจเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอยู่ในขณะนี้นั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่และหน่วยงานนั้นควรจะคิดให้ออกว่าแท้จริงแล้วกรณีในปัจจุบันกับกรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมันแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ตนมีอำนาจช่วยเหลือประชาชนได้ จะดีกว่าหรือไม่
ต้องบอกให้เข้าใจก่อนว่าคำพิพากษาศาลปกครองคดีใดจะมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีในคดีให้ต้องถือปฏิบัติ เว้นแต่จะต้องด้วยมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ถึงจะมีผลต่อบุคคลภายนอก ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองย่อมไม่อาจยึดถือหรือนำมาใช้บังคับกับคดีหรือกรณีอื่นได้ในทันทีโดยปริยายเสมอไป เพราะอาจมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่แตกต่างกัน และขอยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. มีอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่จะเสนอให้ ครม. มีมติกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 และไม่ติดขัดกับคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น และเมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริหารนั้นแล้ว กกร. ก็มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มที่ เพราะมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว โดยสภาพที่มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 จึงไม่อาจนำมาใช้กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงในปัจจุบันได้ทีนี้มาพูดเรื่องคำพิพากษาศาลปกครองกัน ยาวหน่อยแต่จำเป็นครับไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาศาลปกครองหรือคำพิพากษาศาลอะไรก็แล้วแต่ การทำคำพิพากษาจะถูกกำหนดตามประเด็นแห่งคดี โดยใช้ข้อเท็จจริงที่มีการรับฟังหรือแสวงหามาในสำนวนแห่งคดีเท่านั้น
แต่คำพิพากษาศาลปกครองที่หยิบมาอ้างกัน คือ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ไม่มีประเด็นต่อสู้กันว่า ณ วันที่ต่อสู้คดีกันนั้น มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 (ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) นั้น ได้สิ้นผลการใช้บังคับแล้วหรือไม่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว
ตามหลักเกณฑ์การสิ้นผลการใช้บังคับมติ ครม.ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ถือปฏิบัติกันตลอดมา ในหัวข้อที่ว่า “มติคณะรัฐมนตรีจะสิ้นผลการใช้บังคับเมื่อใด” คำตอบคือ “เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีในภายหลัง ขัดหรือแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีเดิม (มติคณะรัฐมนตรีเดิมก็ถูกยกเลิกโดยปริยาย)”
ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎต่อมาภายหลังจากวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หลายครั้ง โดยครั้งหลังสุดกระทรวงพาณิชย์เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 จึงต้องถือว่า มติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันเป็นอันขัดหรือแย้งกับมติ ครม. ในภายหลังในแต่ละครั้งดังกล่าว มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 จึงเป็นอันถูกยกเลิกโดยปริยายตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งแม้ประเด็นนี้จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงและตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ต้องถือว่ามติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ถูกยกเลิกไปโดยปริยายแล้ว
สรุป มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ตามคำพิพากษาศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ที่ยกมาอ้างอิง ได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว และข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันแล้วจึงจะนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามแม้จะพยายามอ้างคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าว แต่ศาลปกครองก็ยอมรับในคำพิพากษานั้นว่า กกร. มีอำนาจควบคุมสินค้าและกำหนดสินค้าที่ต้องควบคุมได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพียงแต่ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเพียงอำนาจหน้าที่หนึ่งใน 12 ข้อที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกร. ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลปกครองไม่ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่อื่นของ กกร. ในอีก 11 ข้อที่เหลือ และน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ ครม. พิจารณามีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ดังนั้น กกร. จึงมีอำนาจหน้าที่ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
มีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้
1) หากกระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง แต่อ้างว่าติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ที่ใช้อ้างในคำพิพากษาศาลปกครองแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็แก้ไขปัญหานี้ได้ง่ายๆ เพียงเสนอ ครม. ให้ยกเลิกมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 เสีย ก็เท่านั้น
2) คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่หยิบมาอ้างนั้นกำหนดเพียงว่า กกร. ไม่มีอำนาจกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ทั้งนี้ แม้จะอ้างว่ามีคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ก็ตาม แต่ กกร. ก็ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอีกหลายประการที่จะดำเนินการช่วยรัฐบาลและประชาชนในการแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ทำไมถึงไม่ทำ https://law.dit.go.th/.../76047cb8-06ff-459e-8d71...
3) ในคำพิพากษาศาลปกครองและคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ถูกหยิบยกมาอ้างนั้นระบุว่ากระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นมีอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเท่าที่ตรวจค้นดูหน่วยงานอื่นที่พอจะถือว่ามีอำนาจตามกฎหมายได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 https://www.offo.or.th/.../regul.../add/royal_act_2516_0.pdf ในกรณีเช่นนี้จึงเท่ากับว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังโยนเรื่องดังกล่าวกลับไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ครับ
4)หากกระทรวงพาณิชย์ยึดมั่นในคำพิพากษาศาลปกครองที่ยกมาอ้างว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงจริงแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ควรเสนอ ครม.ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็น“สินค้าควบคุม” แต่กระทรวงพาณิชย์กลับเสนอ ครม.ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตลอดมา โดยล่าสุดเพิ่งเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นหากกระทรวงพาณิชย์อ้างคำพิพากษาศาลปกครองว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วทำไมไม่เสนอ ครม.ให้ยกเลิกมติ ครม.วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงเสียล่ะครับ
Advertisement