
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 มี.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงในงาน Meet the Press "1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม" ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า เป็นวิกฤตพลังงานระดับโลกที่ส่งผลกระทบรุนแรงและมีความยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้
โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงาน เนื่องจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลจึงมุ่งเน้นนโยบายการชะลอ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเริ่มจากการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ขัดแย้งผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ
ด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อชะลอภาระค่าครองชีพ แม้จะทำให้กองทุนต้องแบกรับภาระขาดทุน แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนกลไกตลาดจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการแทรกแซงราคาจนกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ
โดยรัฐบาลจะค่อยๆ ปรับลดการอุดหนุนลงตามความเหมาะสม เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อาทิ การงดดูงานต่างประเทศ และสนับสนุนการทำงานในรูปแบบ Work from Home เพื่อประหยัดพลังงานของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐในวันจันทร์ที่ 30 มี.ค. 69 นี้ เพื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดให้ถึงมือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดอย่างคุ้มค่า
ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะบริหารจัดการงบประมาณและกองทุนต่างๆ เพื่อพยุงต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจนเกินไป
โดยรัฐบาลมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือเงินภาษีของประชาชน รัฐบาลถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่าในการดูแลประชาชน
"เราต้องใช้เครื่องมือ เงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์ คือเงินภาษีของประชาชนเราต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เราจะใช้ทุกเครื่องมือทุกกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤติครั้งนี้ แต่วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติโลก เราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาลทั้งภาคเอกชน ทั้งภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกันเราจะได้ผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน"
ส่วนการตัดสินใจลดอุดหนุนน้ำมัน คือการนำเงินไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในระยะถัดไปหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเป็นแค่เครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้น้ำมันสูงเกินไป แต่ยังมีกลุ่มคนอีกมาก กลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้รถ กลุ่มคนไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรงแต่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ตามที่ชี้แจงว่า หากเรานำเงินทั้งหมดที่มีไปดูแลเรื่องน้ำมัน คนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนที่ใช้รถใช้น้ำมัน แต่ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ทรัพยากรอย่างจำกัดเพื่อให้ดูแลประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม
Advertisement