
วันที่ 23 มี.ค.2569 เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , พร้อมด้วยผู้บริหารและตัวแทนจากบริษัทน้ำมันยกษ์ใหญ่ของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ,บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) ,บริษัทพีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด(มหาชน) ,บริษัท ซัสโก้ จำกัด(มหาชน) ,บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ,บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ,และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
โดยนายพิพัฒน์ กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เป็นการติดตามผลการประชุม ศบก. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วนใน 3 เรื่องเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอหน้าสถานีบริการน้ำมัน คือ การผ่อนปรนการสำรองน้ำมันเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบเพื่อรองรับความต้องการส่วนเกินที่ผิดปกติในช่วงนี้ การผ่อนผันการเดินรถของรถบรรทุกน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถขนส่งน้ำมันได้มากขึ้น และการเข้มงวดในการป้องกันการกักตุน โดยเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีเพื่ออนุญาตให้ผู้ประกอบการน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองตามกฎหมายออกมาให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น
โดยวันนี้จะเป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการตามมาตรการขั้นต้น โดยเฉพาะการนำน้ำมันสำรองมาใช้บริการกับประชาชน ว่าจะสามารถเริ่มต้นได้เมื่อไหร่ และมีปริมาณเท่าไหร่ในแต่ละวัน เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ว่าน้ำมันจะถูกกระจายอย่างทั่วถึงและเพียงพอ
นายพิพัฒน์ ยังเน้นย้ำ ถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลของการประชุมทุกครั้ง โดยขอให้ทุกคนดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความถูกต้องแม่นยำ โดยยืนยันไม่ได้มีเจตนาการปิดบังข้อมูล แต่ในสถานการณ์ที่หลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะการบิดเบือนข้อมูล อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
Advertisement