
(5 มี.ค. 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุ แก้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงคมนาคม เลขาฯ สภาพัฒน์ฯ นอกจากนี้ยังมี เลขาสมช. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหารือมาตรการจากผลกระทบ สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นายอนุทิน ระบุว่า ที่ต้องเชิญประชุมเร่งด่วนเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะนี้ได้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขนส่ง โดยเฉพาะการขนถ่ายน้ำมันดิบ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำเข้า เมื่อวานนี้ (4 มี.ค. 2569) ตนได้รับรายงานจาก นายพิพัฒน์ และนายเอกนิติ ว่า ในที่ประชุม รายงานว่าน่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับปริมาณน้ำมันที่จะใช้ในภายในประเทศในเดือนมีนาคม แต่จากตัวเลขที่ได้รับรายงาน ทราบว่าปริมาณน้ำมันดิบที่จะเข้าสู่ประเทศไทย จะเริ่มทยอยมีปริมาณลดลง เนื่องสถานการณ์เปลี่ยนไปมากตั้งแต่วันเสาร์ (28 ก.พ. 2569) ที่เกิดเหตุ พอวันจันทร์ (2 มี.ค. 2569) ก็มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. สถานการณ์ก็พัฒนาไปในทิศทางที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด จึงต้องมากำหนดมาตรการในส่วนของเราเอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบในเรื่องของการนำเข้าน้ำมันดิบ และการจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น ซึ่งทราบมาว่ามีการนำเข้ากว่าครึ่งหนึ่ง จากทางตะวันออกกลาง และอีกครึ่งหนึ่งมากจากภูมิภาคอื่น
ซึ่งวันนี้ตนก็คงจะต้องขอให้แยกแยะให้เห็นว่า อีกครึ่งหนึ่งนั้นมาจากตรงไหนบ้าง ซึ่งทั้ง นายพิพัฒน์ และ นายเอกนิติ ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นอย่างยิ่งในเรื่องการค้าน้ำมัน ต้องขอให้เป็นผู้ช่วยร่วมคิดที่จะทำอย่างไร ทำให้สถานการณ์มีผลกระทบให้น้อยที่สุด และขอให้กระทรวงการตางประเทศเจรจาพูดคุยกับประเทศอื่นๆ ในการสั่งซื้อ น้ำมันและเชื้อเพลิงอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ผู้ใช้ภายในประเทศได้
Advertisement