Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เฟิร์น กนกวัลย์ แจงปมสาวเสื้อแดงเข้าไปเปิดหีบ ยันไม่ได้เป็นคนสั่งการ

เฟิร์น กนกวัลย์ แจงปมสาวเสื้อแดงเข้าไปเปิดหีบ ยันไม่ได้เป็นคนสั่งการ

11 ก.พ. 69
12:47 น.
แชร์

เฟิร์น กนกวัลย์ เผย กกต.ยืนยันเเล้ว 5/11 ควรอยู่ในหีบไม่ใช่ถังขยะ ส่วนสาวเสื้อแดงเข้าไปเปิดหีบ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนสั่งการ ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด

ช่วงเช้าวันนี้ ( 11 ก.พ.69) บรรยากาศที่บริเวณสนามแบดมินตัน จังหวัดชลบุรี ประชาชนจำนวนหนึ่งยังคงปักหลักคอยเฝ้าหีบบัตรคะแนนเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่

โดยในเวลา 09.50 น. นางสาวบี เเละ นางสาวเฟิร์น กนกวัลย์ สาวนักสู้แห่ง "ชลบุรี เขต 1" ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในวันแรกมีการยื่นหนังสือคำร้องต่อสำนักงาน กกต.ชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ขอให้ลงรายชื่อผู้ร้องทั้งหมด 10 คน ต่อมา กกต.ส่วนกลางได้เชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และหลักฐานที่พบ อย่างไรก็ตาม ในวันสอบสวนมีตัวแทนเข้าพบเพียงประมาณ 3 คน เนื่องจากผู้ร่วมลงชื่อเดินทางสลับกันมา

นางสาวกนกวัลย์ ระบุว่า ภายหลังการสอบถาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอ และสอบถามว่ามีผู้ใดสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้หรือไม่ เดิมตั้งใจจะเข้าให้ข้อมูลด้วยตนเอง แต่เนื่องจากสถานการณ์หน้างานค่อนข้างวุ่นวายและไม่มีผู้ขึ้นพูด จึงขอให้ผู้อื่นให้ข้อมูลแทนก่อน พร้อมยอมรับว่าในช่วงแรกไม่ทราบว่าผู้สอบสวนเป็น กกต.ส่วนกลาง เนื่องจากไม่มีการแจ้งรายละเอียดชัดเจน กระทั่งภายหลังจึงทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางที่ที่ตรวจสอบเป็นเวลาหลายชั่วโมง

เมื่อถูกตั้งข้อสังเกตถึงเอกสาร 5/11 ที่ขีดคะแนนที่พบในถังขยะว่าอาจเป็นเอกสารเสียหรือไม่นั้น นางสาวกนกวัลย์ชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นผลคะแนนที่ใช้ในหน่วยเลือกตั้งจริง ซึ่งตามขั้นตอนต้องพับรวมกับบัตรเลือกตั้งและจัดเก็บในหีบ การพบเอกสารอยู่ในถังขยะจึงถือเป็นความผิดปกติ โดยรองเลขาธิการ กกต.ได้ยืนยันว่า “เอกสารดังกล่าวควรอยู่ในหีบเลือกตั้ง ไม่ใช่ในถังขยะ”

ส่วนกรณีถูกตั้งคำถามว่าอาศัยอยู่คนละเขตเลือกตั้ง แต่มาเรียกร้องในเขต 1 นั้น นางสาวกนกวัลย์ ยืนยันว่า ในฐานะประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบความผิดปกติได้ทุกเขต ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ พร้อมระบุว่าเดิมต้องการให้ตรวจสอบทุกเขต แต่เจ้าหน้าที่ขอให้พิจารณาเขต 1 ก่อน

สำหรับประเด็นการพักค้างคืนเฝ้าหีบเลือกตั้ง ของ “คุณไอซ์ รักชนก” ได้พักค้างคืนหรือไม่ นางสาวกนกวัลย์เปิดเผยว่า ไอซ์ รักชนก รวมถึงผู้ใหญ่หลายคนตั้งใจจะอยู่เฝ้าพื้นที่จนถึงเช้า แต่มีเหตุผลบางอย่างทำให้ไม่สามารถอยู่ค้างคืนได้ ซึ่งตนไม่ทราบว่าเป็นเหตุผลใด โดยก่อนหน้านั้นมีผู้ใหญ่หลายฝ่ายเข้ามาพูดคุยแจ้งว่าไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ทั้งหมด และต้องเหลือผู้เฝ้าเพียง 5 คนเท่านั้น พร้อมกำหนดให้ทุกคนออกจากพื้นที่ภายในเวลา 20.00 น.

เเต่เนื่องจากผู้ว่าราชการ อำเภอเข้ามาหารือ เเละภายหลังมีผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมไปตรวจสอบข้อกฎหมายเพิ่มเติม พบว่าไม่ได้มีข้อบังคับว่าต้องเหลือเพียง 5 คน หรือจำเป็นต้องออกจากพื้นที่เวลา 20.00 น. แต่อย่างใด มีเพียงการขอความร่วมมือว่าหลังเวลา 00.00 น. ต้องงดใช้เครื่องเสียงหรือไมโครโฟน และให้การอยู่ในพื้นที่เป็นไปอย่างสงบ ทำให้การคัดเลือกผู้เฝ้าเพียง 5 คนถูกยกเลิกไป

ส่วนคุณ ไอซ์ รักชนก ภายหลังมีแรงกดดันและการโจมตีบางประการ รวมถึงเหตุผลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้ไม่ได้อยู่ค้างคืนตามที่กล่าวไว้ เเต่ถึงอย่างนั้น ไอซ์ รักชนก และนายวิโรจน์ ยังคงอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ส่วนเหตุผลอาจต้องรอสอบถามโดยตรง เเต่เนื่องจากตนไม่มีช่องทางติดต่อส่วนตัว และต้องรอให้มีโอกาสพบกันก่อนจึงจะทราบเหตุผลที่ชัดเจน ยอมรับว่าในช่วงเวลาดังกล่าวตนอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องเกิน 24 ชั่วโมงโดยไม่ได้พักผ่อน รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย กลับไปอาบน้ำช่วงสั้น ๆ แล้วกลับเข้าพื้นที่อีกครั้ง ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าอย่างมาก อีกทั้งช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ตนเป็นลม ระหว่างที่มีการให้สัมภาษณ์และหารือเรื่องการค้างคืน จึงไม่ทราบความคืบหน้าว่าสุดท้ายเหตุใด ไอซ์ รักชนก จึงไม่ได้พักค้างคืน ทราบเพียงว่ามีแรงกดดันหรือการโจมตีเกิดขึ้น แต่ไม่ทราบรายละเอียด

สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวในวันนี้ นางสาวกนกวัลย์ มองว่าเหตุการณ์เมื่อคืนที่ กกต.ส่วนกลางจากกทม.ลงพื้นที่ตรวจสอบ ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกและเป็นอีกหนึ่งขั้นของกระบวนการ แม้ยังไม่ใช่ข้อยุติหรือชัยชนะ แต่ถือว่าเจ้าหน้าที่ส่วนกลางได้เข้ามาตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงแล้ว ขั้นตอนต่อไปจึงต้องรอการชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก กกต. ส่วนบทบาทของตนในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ไม่ใช่นักกฎหมายและไม่ใช่แกนนำ ยังคงยืนยันว่าจะยืนหยัดเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งต่อไป เพื่อแสดงพลังและสะท้อนความไม่พึงพอใจต่อการทำงานของ กกต. โดยการนั่งอยู่ในพื้นที่ไม่ใช่การอยู่เฉย ๆ แต่เป็นการยืนยันว่าประชาชนต้องการให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากท้ายที่สุด กกต. วินิจฉัยว่าไม่ต้องนับคะแนนใหม่ นางสาวกนกวัลย์ ตั้งคำถามว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวจะสามารถอธิบายหรือหักล้างความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ โดยย้ำว่าหลักฐานมีความชัดเจน เช่น ใบคะแนนดิบที่พบมีลายเซ็นครบถ้วน ซึ่งตัวแทนที่มาตรวจสอบเมื่อคืนยังยืนยันว่าเป็นเอกสารจริง แต่กลับถูกพบในถังขยะและอยู่ผิดที่ผิดทาง รวมถึงลักษณะการบรรจุหีบบัตรที่ไม่สมบูรณ์ แม้เจ้าหน้าที่จะเห็นว่าเป็นความผิดปกติ แต่ไม่สามารถใช้ดุลพินิจตัดสินได้ทันที ณ หน้างาน และต้องนำเรื่องเข้าสู่การประชุมพิจารณาหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายแล้ว

ส่วนข้อสมมติฐานว่าหากเป็นเพียงความผิดพลาดของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องนับคะแนนใหม่ นางสาวกนกวัลย์ เห็นว่าเป็นความผิดพลาดที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่หาก กกต. จะพิจารณาลงโทษเฉพาะรายบุคคล ก็ต้องตรวจสอบว่ามาตรการลงโทษมีความเหมาะสมและสมเหตุสมผลหรือไม่ ไม่ใช่เพียงมีข่าวแล้วประกาศว่าจะดำเนินการ แต่ภายหลังกลับเงียบหายโดยไม่มีความคืบหน้า พร้อมย้ำจุดยืนเดิมว่าจำเป็นต้องมีการนับคะแนนใหม่เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเป็นธรรมต่อประชาชน

ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งให้ข้อมูลว่า กกต.จากกรุงเทพมหานครเดินทางถึงพื้นที่ราวเวลา 00.00 น. พร้อมเจ้าหน้าที่รวม 4 คน เพื่อเก็บหลักฐานเกี่ยวกับการบรรจุหีบเลือกตั้งและเอกสารผลคะแนนที่พบในกองขยะ ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่มีตราครุฑและบันทึกคะแนนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบ และต้องรอความชัดเจนจาก กกต.ส่วนกลางว่าจะมีคำสั่งนับคะแนนใหม่หรือไม่

โดยประเด็นดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่า ในเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายออกมาเรียกร้องความถูกต้องและต้องการพิทักษ์กระบวนการเลือกตั้ง แต่การเข้าไปเปิดหีบกลับกลายเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจขัดต่อกฎหมาย อีกทั้งขณะเกิดเหตุทั้งผู้สื่อข่าวและประชาชนในพื้นที่ต่างพยายามห้ามปรามไม่ให้เข้าไปในจุดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ยังคงถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม

นางสาวกนกวัลย์ ชี้แจงว่า ได้รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วจากข่าวและจากการแจ้งของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมยอมรับว่ามีการห้ามปรามหญิงคนดังกล่าวจริง แต่เจ้าตัวยังคงเข้าไปภายในพื้นที่ ทั้งนี้ตนขอไม่กล่าวถึงตัวบุคคล เนื่องจากการรวมตัวครั้งนี้ ตนไม่ได้ชักชวนหรือรวบรวมเฉพาะคนที่รู้จักเป็นการส่วนตัว ผู้ที่เดินทางมาส่วนใหญ่ไม่รู้จักกันมาก่อน ยกเว้นเพียงเพื่อนที่มาด้วยกันบางรายเท่านั้น ทำให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนมีความคิด อารมณ์ และการตัดสินใจแตกต่างกัน ตนจึงไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของทุกคนได้ เพราะไม่ได้มีสถานะเป็นแกนนำ แต่เป็นเพียงประชาชนที่ออกมาพูดแทนคนอื่นซึ่งอาจสื่อสารไม่ถนัด จึงกลายเป็นผู้ถือไมโครโฟนชี้แจงต่อสื่อเท่านั้น โดยไม่ได้มีการตกลงหรือแต่งตั้งให้เป็นผู้นำในการควบคุมผู้ชุมนุม

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามที่ผู้สื่อข่าวและสังคมตรวจสอบข้อมูลข้อกฎหมายแล้ว และต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคล ไม่มีผู้ใดสั่งการ ชี้นำ หรือวางแผนล่วงหน้า อีกทั้งตนเองก็ไม่ทันเห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ จึงไม่สามารถห้ามปรามได้ทัน พร้อมระบุว่าหญิงผู้ก่อเหตุรับทราบแล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด และยินยอมให้เป็นไปตามกฎหมายโดยไม่แก้ตัวใด ๆ

แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดและต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่ไม่ควรทำให้ประเด็นหลักเรื่องความผิดปกติของกระบวนการเลือกตั้งถูกเบี่ยงเบนความสนใจ โดยย้ำว่าตนเองพยายามดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมาย และไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือการตัดสินใจเฉพาะหน้าของบุคคลอื่นได้ เนื่องจากแต่ละคนมีความคิดและการกระทำแตกต่างกัน อีกทั้งการรวมตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการปลุกระดมหรือการวางแผนเป็นระบบ แต่เป็นการพูดคุยกันหน้างานตามสถานการณ์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเกิดจากความไม่สอดคล้องกันของคำแถลงจาก กกต. จึงนำไปสู่การตัดสินใจเฉพาะหน้าของบุคคลดังกล่าว แม้จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายก็ตาม

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการเคลื่อนไหว นางสาวกนกวัลย์กล่าวว่า เข้าใจความกังวลของสังคม และไม่สามารถบังคับให้ใครเชื่อหรือไม่เชื่อได้ แต่ยืนยันว่าตนจะพยายามดำเนินการทุกอย่างให้ถูกต้อง และหากสามารถตักเตือนใครได้ก็จะทำเต็มที่ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถควบคุมได้ต้องถือเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล

สำหรับคำถามว่าหลังจากเข้าสู่วันที่ 3 ของการชุมนุม จะมีการคัดกรองหรือเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นหรือไม่ นางสาวกนกวัลย์ตอบว่า จะระมัดระวังให้มากขึ้นต่อจากนี้ และหากมีการกระทำใดที่เข้าข่ายผิดระเบียบก็ให้เป็นไปตามกระบวนการโดยไม่ปกป้องบุคคลใด เนื่องจากตนไม่ได้มีสถานะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเจ้านายของใคร แต่เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น

Advertisement

แชร์
เฟิร์น กนกวัลย์ แจงปมสาวเสื้อแดงเข้าไปเปิดหีบ ยันไม่ได้เป็นคนสั่งการ