
บรรยากาศที่สนามแบดมินตัน อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยภายหลังจากที่ประชาชน ได้ฟังการแถลงข่าวของ กกต. และประกาศตามหาตัวร้อยตำรวจเอกชนินทร์ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง เพราะเป็นบุคคลเดียวที่ได้เห็นหลักฐานต่างๆตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา
แต่ปรากฏว่าตัวของรองเลขาธิการกกต. ไม่ได้อยู่ภายในสนามแบดมินตัน จึงมีประชาชนวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง เดินออกไปตามหา แล้วพบว่าตัวรองเลขานั่งอยู่ที่ม้านั่ง ภายในลานจอดรถของสนามแบดมินตันที่อยู่ด้านหลัง ทางกลุ่มประชาชนและตะโกนบอกว่า ขอให้รองเลขากกต.ไปชี้แจงกับประชาชน ซึ่งทางรองก็บอกว่า ทางกกต. ได้ชี้แจงไปแล้ว ของทางประชาชนบอกว่าแต่ว่าท่านเป็นคนที่ได้เห็นหลักฐานจริงและลงพื้นที่จริง ทำไมต้องให้ประชาชนรอ
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรคประชาชน บุกสนามแบดมินตัน ตามหา ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งทำหน้าที่สังเกตการณ์และเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานส่ง กกต. หลังประชาชนชาวชลบุรีลุกฮือประท้วงนับคะแนนพื้นที่ชลบุรีเขต 1 ใหม่ทั้งหมด
นายวิโรจน์ ย้ำว่าจะขอเข้าเจรจาเข้าพบ ร.ต.อ.ชนินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยขอให้ตัวแทน 3 คนเข้าไป ซึ่งมีนายวิโรจน์ , นางสาวเบญจจา แสงจันทร์ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน และ "เบนซ์" วรท ศิริรักษ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 จ.ชลบุรี พรรคประชาชน เพื่อถามว่าได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดนำส่ง กกต. พิจารณาหรือไม่ และทำไมต้องให้ประชาชนรอถึง 2 วัน
จากนั้นจึงได้เดินออกมาเพื่อที่จะไปขอพูดคุยกับร้อยตำรวจเอกชนินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าทำไมของประชาชน กับ กกต. จึงไม่ตรงกัน
แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้คุณวิโรจน์เข้าไป จึง ต้องเจรจาเพื่อขอให้ตัวแทนทั้งสามคนเข้าไปพูดคุยกับรองเลขาธิการ กกต.
โดยคุณวิโรจน์ กล่าวด้วยท่าทีดุเดือด โดยตั้งข้อสังเกตก่อนเลยว่า “ไม่รู้จะขอเวลา 2 วันเพื่ออะไร ทั้งหมดนี้มองว่าเป็นการประวิงเวลา”
ตอนนี้มีความข้องใจ ข้อเท็จจริงที่กกต. มีการแถลง กับข้อเท็จจริงของภาคประชาชน และสื่อมวลชนไม่ตรงกัน จึงต้องตั้งคำถามกับ กกต. ว่าคุณได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานเบื้องต้นจริงหรือไม่ และรวบรวมจากแหล่งใด และข้อสังเกตแห่งความอัปยศ มันไม่ใช่เรื่องที่หายาก เพราะหลักฐานที่หน้างานจากประชาชนที่เห็นด้วยตาก็ครบแล้ว ส่วนตัวรู้สึกงงว่าทำไมรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นถึงไม่เห็นความอัปยศแบบนั้น ซึ่งถือเป็นความอัปยศของการจัดการและเป็นหน้าที่ของ กกต.โดยตรง
ทั้งนี้ การประวิงเวลาไป 2 วัน ก็ไม่ได้มีรูปแบบหรือวิธีการแจ้งให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าการดูแลรักษาคะแนนต่างๆจะทำอย่างไรด้วย ก่อนจะบอกว่า “อาจไม่ใช่การประวิงเวลา แต่อาจเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่มากกว่า” ซึ่งผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือ พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 172
คุณวิโรจน์ กล่าวว่า ตนจึงอยากพูดคุยกับคุณชนินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ว่า ทำไมข้อเท็จจริงของท่านถึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงจากภาคประชาชน และหากไม่มีคำตอบที่สมเหตุสมผล เหตุเป็นผลมากพอ ยืนยันจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กกต. ซึ่งก็ต้องมีการดำเนินคดีท่านด้วยส่วนถูกหรือผิดเป็นกระบวนการยุติธรรมต่อไป และยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ประชาชนได้เชิญผู้แทนจาก กกต. ซึ่งเป็นระดับผู้บริหารมาดูกับตาถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แล้วทำไมข้อเท็จจริงจึงปราฏถึงความอัปยศเช่นนี้ ทำไมไม่ตัดสินใจได้ดีกว่านี้ ทำไมปล่อยให้ประชาชนรอ อีกมุมมองก็เชื่อว่าถ้าประชาชนได้รับรู้ข้อมูลขั้นตอนกระบวนการ ที่ชัดเจนและเป็นธรรม ประชาชนก็คงเข้าใจ
เมื่อถามย้ำว่าหากภายใน 2 วันนี้มีคำตอบไม่ชัด จะทำอย่างไร นายวิโรจน์ ระบุว่า ไม่ต้องรอถึงสองวัน เดี๋ยวรอดูคำตอบของท่าน หากยังอยู่ในสภาวะเช่นนี้ต้องดำเนินคดีอาญา ท่านเช่นกัน ในฐานะจำเลยที่ 1 เพราะอยู่หน้างาน รวมถึง กกต.กลาง และ กกต.ชลบุรี เราปล่อยให้ท่านลอยนวลไม่ได้ แล้วถ้าผิดคงไม่ปล่อยให้ลอยนวล ก็ต้องติดคุกกัน
"มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจทั้งที่หลักฐานปรากฏ เมื่อหลักฐานเป็นที่สาธารณะแล้วแต่ถ้อยแถลงไม่ได้มีหลักฐานเช่นนั้น ประชาชนจึงงงว่าคุณมีตาเหมือนกันหรือเปล่า หรือมีหูที่คอยเงี่ยฟัง หรือดูรูปหลักฐานของจริงหรือไม่" นายวิโรจน์ กล่าว
ส่วนแฮชแท็กนับใหม่ทั้งประเทศ ที่กำลังเป็นกระแสและปรากฏการณ์ตอนนี้มองอย่างไรบ้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า เราต้องดูเป็นจุดๆไป โดยเฉพาะจุดที่มีปัญหา ซึ่งต้องจัดการตามสมควรเพราะมีกฎหมาย พ.ร.ป. เลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วเราต้องปฏิบัติตามนั้น
ส่วนกรณีกรณีที่ จ.ชลบุรี เข้ามามาตรา 124 และระเบียบ กกต. ข้อบังคับ 223 ซึ่งสามารถทำตามกฎก็จบแล้ว แต่เรื่องนี้ประชาชนรู้สึกไม่สบาย เพราะ กกต. เป็นคนที่รักษากฎหมายแต่กลับไม่รักษากฎหมาย จึงตั้งคำถามต่อว่าทำไมไม่บังคับใช้กฎหมายหรือเอื้อประโยชน์ให้ใครทำหน้าที่ทุจริตหรือไม่
โดยบอกว่า มันเป็นความอัปยศของ กกต. นี่คือยิ่งกว่าความอัปยศ ซึ่งอยากให้ใช้คำที่แรงกว่าอัปยศ แต่อย่าใช้เลยเดี๋ยวออกไม่ได้ ใช้คำว่าอัปยศดีกว่า มันเสื่อมเสียต่อวงตระกูล ไม่อยากบัญญัติอะไรที่มากไปกว่าคำว่า “อย่ามาแหวง” เอาชื่อทั้ง 7 คนมาบัญญัติศัพท์ใหม่ก็เกินไป ” นายวิโรจน์ กล่าว
เมื่อถามถึงความรู้สึกประชาชน นายวิโรจน์ ระบุว่า
มันจัดการได้ถ้าทำตามกฎกฏหมายตามมาตรา 124 เชื่อว่าทุกคนเข้าใจได้ และทุกคนจะรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมก็จบ ดังนั้นการเรียกร้องของประชาชนไม่ได้ทำอะไรที่เกินกรอบของกฎหมาย ไม่ได้เรียกร้องอะไรที่เกินกว่าระเบียบของ กกต. แต่มันแปลกมาก ที่ประชาชนต้องเรียกร้องให้ผู้บังคับใช้กฎหมายทำตาม ระเบียบที่ตัวเองออกเอาไว้ ซึ่งไม่รู้สึกทุเรศตัวเอง หรือความตกต่ำของตัวเองหรือ หรือขยะแขยงต่อการทำหน้าที่ของตัวเองหรือไม่
ส่วนกรณีนายสุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ สส.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย มองว่า การที่มวลชนรวมตัว เพราะมีพรรคการเมืองหนุนหลังนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า จัดตั้งหรือไม่จัดตั้ง ขอพูดถึงภาพรวม ไม่ขอพูดถึงคุณสุชาติ ก่อนบอกว่า มนุษย์ที่ใช้วิธีการจัดตั้งปั่นป่วนมาโดยตลอด ทำพฤติกรรมที่ทรยศ จัดตั้งคนมาปั่นป่วน ผิดกฎหมายตามเวทีนั้นเวทีนี้ มันก็จะคิดว่าคนอื่นมีพฤติกรรมทรามเหมือนกับตัวมันเอง นี่คือพูดในภาพรวม ส่วนกรณีของคุณสุชาติไม่วิพากษ์วิจารณ์
แต่มนุษย์ที่มีพฤติกรรมทรามชั่วก็จะคิดว่าคนอื่นมีพฤติกรรมชั่วเหมือนตัวเอง แต่ยืนยันว่าคนชั่วมีไม่เยอะ แต่คนที่ชั่วส่องกระจกทุกวันมันก็จะคิดว่าคนชั่วเหมือนมัน เพราะคนชั่วมีแค่ตัวมันเองเท่านั้น ผมพูดในหลักการ แต่กรณีคุณสุชาติก็แล้วแต่เขาแล้วกัน
เมื่อระหว่างแถลงข่าวเสร็จทางคุณวิโรจน์ได้มีการตะโกนสอบถามว่าสรุปแล้วเข้าไปได้หรือไม่ โดยบอกว่าให้เวลา 5 นาที เพราะท่านเดินไปท่านไม่ได้คลานไป เพราะบอกว่าขอเข้าไป 3 คน
แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่บริเวณประตูบอกว่ามีตัวแทนเข้าไปแล้ว ซึ่งคุณวิโรจน์บอกว่า “ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่แล้ว อย่ามาแหวง”
ก่อนบอกว่าให้จับคนนั้นออกมาเลย แอบอ้างวิโรจน์อีกเหรอ บอกว่าให้เวลา 5 นาที และขอ 3 คนเข้าไป ขอย้ำว่าที่ให้เวลา 5 นาที เพราะว่ากำลังตัดสินใจว่าจะคุยกับรองเลขากกต. หรือจะไปแจ้งความเลย
ก่อนที่ในที่สุดเจ้าหน้าที่จะให้คุณวิโรจน์ คุณเบญจา และคุณวรท เข้าไปพูดคุยด้านใน
Advertisement