
วันที่ 8 ก.พ. 69 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเพจ “ธิษะณา ชุณหะวัณ - แก้วตา - Tisana Choonhavan” พร้อมกับแท็กเฟซบุ๊กของนาย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า
โดยระบุว่า เรียนอาจารย์ปิยบุตรที่เคารพอย่างสูง,
เส้นทางการเมืองได้ทำให้หนูเห็นทั้งความหวังและความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง หนูได้เรียนรู้ว่าอุดมการณ์—even the most noble ones—หลายครั้งก็เป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ ไม่ว่าจะภายในพรรคหรือในสังคมที่เต็มไปด้วยโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมกันเลย
หนูถูกฟ้องมาตรา 112 ถึงสองครั้ง จากการรณรงค์ยกเลิกกฎหมายผ่านการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตาม พ.ร.บ. 2561 และจากการไปรณรงค์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ทั้งที่หนู ไม่ได้เอ่ยถึงสถาบันพระมหากษัตริย์แม้แต่น้อย
สิ่งที่หนูกล่าวมีเพียงการตั้งคำถามต่อ
• การบังคับใช้ที่ไม่เป็นธรรม
• การตีความที่กว้างเกินหลักนิติรัฐ
• โทษที่ไม่สัดส่วนจนเทียบเท่าคดีฆ่าคนโดยไม่เจตนา
• และหลักสากลด้านเสรีภาพในการแสดงออก
ท้ายที่สุด ทั้งสองคดีถูกยกฟ้องทั้งหมด เพราะข้อเท็จจริงชัดเจนว่า หนูวิจารณ์กฎหมาย ไม่ใช่บุคคล
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน หนูกลับสูญเสียผู้ช่วยที่ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2562
เขาจากไปในค่ายทหารหลังถูกจับได้ใบแดง ทั้งที่หนูเคยสัญญาว่าเมื่อเขาปลดประจำการ หนูจะบรรจุเขาเป็นผู้ช่วยอย่างเป็นทางการ การเสียชีวิตของเขาทำให้โลกของหนูพังลง และนำพาหนูสู่ภาวะซึมเศร้าหนักที่สุดในชีวิต
สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือ ความเจ็บปวดนี้กลับถูกใช้เป็นเหตุผลมองว่าหนู “ไม่เหมาะสม” จะเป็นผู้แทนราษฎร ทั้งที่เป็นผลจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมซึ่งคนตัวเล็กต้องแบกรับอย่างไม่สมควร และนอกจากเรื่องของตัวเอง หนูก็ยังเจ็บปวดที่ไม่สามารถผลักดันความเท่าเทียมให้เป็นรูปธรรมได้ตามที่ตั้งใจไว้
ความเท่าเทียมที่เราพูดถึง—ผู้ลี้ภัย บุคคลไร้รัฐ คนจน คนที่ถูกทอดทิ้งโดยรัฐ ประชาชนที่ไม่มีเครื่องมือเรียกร้องความเป็นธรรม ทั้งหมดคือผู้คนที่หนูอยากยืนเคียงข้างในฐานะผู้แทน แต่กฎหมายที่บิดเบี้ยว โครงสร้างที่ปิดกั้น และอำนาจที่ไม่สมดุล ทำให้หนูไม่สามารถเรียกร้องสิทธิให้เขาได้ตามที่ควรจะทำ
และหนูอยากบอกอาจารย์อย่างตรงไปตรงมาว่าหนูรู้สึกผิดที่ทำให้เขาเหล่านั้นไม่ได้มากพอ หนูอยากบอกคำว่าขอโทษ—ไม่ใช่ในฐานะผู้แพ้ แต่ในฐานะคนที่อยากทำมากกว่านี้แต่ทำไม่ได้ เพราะข้อจำกัดที่ใหญ่เกินแรงของคนคนเดียว
ถึงอย่างนั้น หนูก็ยังยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้เพราะหนูเดินตามรอยพ่อ—หรืออาจารย์โต้ง ผู้เขียนไว้ในบันทึกสุดท้ายว่า“การต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกคือสมรภูมิสุดท้ายของชีวิตเขา”
พ่อศรัทธาในอาจารย์ปิยบุตร แม้ในวันที่คนจำนวนมากยังลังเล พ่อเชื่อคุณ—ไม่ใช่เพราะพรรค แต่เพราะเห็นอาจารย์เป็นนักวิชาการที่ยืนหยัดด้วยหลักการเหมือนกับตัวพ่อเอง แม้พ่อจะเคยตั้งข้อกังวลต่อคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ในสมัยแรกๆ จากสายตาของนักสังคมนิยมที่เติบโตมาต้านทุนผูกขาด แต่พ่อกลับ “เชื่อในอาจารย์ปิยบุตรตั้งแต่วันแรก” พ่อคือเหตุผลที่หนูเริ่มเส้นทางนี้ แต่อาจารย์คือเหตุผลที่ทำให้หนูยังอยู่ต่อ แม้อุดมการณ์จะยังเป็นเพียงทฤษฎี แม้หนูจะเจ็บปวด สูญเสีย ถูกฟ้อง ถูกโจมตี และถูกมองอย่างไม่เป็นธรรม แต่หนูเชื่อว่าสักวัน
สังคมไทยจะเข้าใจเจตนาที่บริสุทธิ์ของเราและวันนั้น ความเท่าเทียมจะไม่ใช่แค่คำพูด แต่จะเป็นความจริงของประชาชนทุกคนและจากเหตุผลทั้งหมดนี้เองในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในฐานะอดีตผู้แทนราษฎร
หนูตัดสินใจว่า หนูจะ vote no ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่เพราะหนูหมดศรัทธาในประชาชน แต่นี่คือการประกาศอย่างสงบว่า หนูไม่อาจยอมรับระบบการเมืองที่ทำร้ายคนตัวเล็กๆ ปิดกั้นผู้เห็นต่าง ปล่อยให้กฎหมายที่บิดเบี้ยวทำลายชีวิตคน และทำให้อุดมการณ์กลายเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้อีกต่อไป
การ vote no ของหนูคือ การยืนยันว่าประชาธิปไตยต้องซื่อสัตย์ต่อประชาชน
ไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่ออำนาจ ไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่อความกลัว และไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่อกฎหมายที่ทำร้ายชีวิตมนุษย์ ด้วยความเคารพอย่างสูง
ธิษะณา ชุณหะวัณ
08/02/69
Advertisement