
ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องกรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส. เขต 7 นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ยื่นอุทธรณ์ที่คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีคำวินิจฉัยถอนชื่อรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ของนายก้องเกียรติ เนื่องจากเห็นว่านายก้องเกียรติ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) ประกอบมาตรา 42 (12) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.
สำหรับเหตุผลที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของนายก้องเกียรติ ระบุว่า หลัง กกต.ได้รับการร้องเรียนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงได้ทำการตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของนายก้องเกียรติ โดยได้ข้อมูลจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี พบว่ามีการดำเนินคดีอาญาที่ 1462/2542 กับนายก้องเกียรติ ผู้ต้องหาความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยนายก้องเกียรติ เป็นผู้กระทำความผิดเพียงคนเดียว และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา และส่งสำนวนการสอบสวนไปให้อัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณา ต่อมานายก้องเกียรติ ต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งต่อมานายก้องเกียรติ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีครบถ้วน และพ้นจากการควบคุมความประพฤติแล้ว
ซึ่งเมื่อพิเคราะห์สำเนาใบสมัคร สส.ของนายก้องเกียรติ สำเนาบัตรประชาชน และสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านแนบท้ายใบสมัครเป็นเอกสารที่นายก้องเกียรติ ยื่นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อมูลรายละเอียดของผู้ร้องดังกล่าวตรงกับข้อมูลของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3672/2542 อีกทั้งนายก้องเกียรติ เบิกความเจือสมรับว่าเคยให้ถ้อยคำกับทางคณะกรรมการพิจารณาสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสส. ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ตนเองถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2-3 ในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้นที่นายก้องเกียรติ อ้างว่าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่สามารถยืนยันได้ว่านายก้องเกียรติ เป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ต่างก็อ้างว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่านายก้องเกียรติ เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เพราะเอกสารถูกเผาทำลายไปแล้ว แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดแห่งคดี และข้อมูลของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่ปรากฏในฐานข้อมูลของสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ล้วนมีข้อมูลสอดคล้องต้องกันทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว ข้ออ้างของนายก้องเกียรติ ที่ว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าจะทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาจึงไม่อาจรับฟังได้
ส่วนที่นายก้องเกียรติ อ้างว่า หนังสือของกรมคุมประพฤติ เป็นกรณีความผิดฐานพ.ร.บ.อาวุธปืน ที่ตนเองปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติครบถ้วนแล้วนั้นเห็นว่า ฐานข้อมูลของกรมคุมประพฤติเป็นหน่วยราชการส่วนกลางอาจมีประวัติการคุมความประพฤติของจำเลยเพียงส่วนหนึ่ง อาจไม่ได้รวบรวมข้อมูลของสำนักคุมประพฤติจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ
ทั้งนี้คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดขึ้นเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว การเก็บรวบรวมข้อมูลอาจไม่ครบถ้วน ดังนั้นข้อมูลตามหนังสือของกรมคุมประพฤติจึงไม่ได้ขัดแย้ง กับข้อมูลของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่นายก้องเกียรติ อ้างว่า คำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่ได้ลงโทษตนเอง แต่ลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าตามสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี แผ่นที่ 2 พิเคราะห์ว่านายก้องเกียรติ (จำเลย) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เพียงฐานเดียว โดยมิได้กล่าวถึงบุคคลอื่น พยานหลักฐานของนายก้องเกียรติ จึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดด้วย
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ดังนั้นที่ กกต. วินิจฉัยให้ถอนชื่อนายก้องเกียรติ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต 7 นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาดังกล่าว นายก้องเกียรติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "นี่...คือการพิพากษาประหารชีวิตทางการเมืองของนักการเมืองตลอดชีวิต จากลูกชาวสวนยางพาราเริ่มต้นเข้าสู่ถนนการเมือง ผมคือผลผลิตทางการเมืองอย่างแท้จริงของพ่อแม่ พี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งไม่ใช่ทายาท นักการเมืองที่สืบทอดตำแหน่งรุ่นต่อรุ่น"
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อ่านคำสั่งคดีหมายเลขคดีดำ ลต สสข10/2569 คดีแดงลต สสข12/2569 ระหว่างผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา (ผู้ร้อง) กับนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 13 พรรคกล้าธรรม (ผู้คัดค้าน) เรื่องขอให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก นายฉลอง ผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อ พ.ร.บ. ป่าไม้ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1821/2558 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว พ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ซึ่งยังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้เป็นที่ยุติว่า ผู้คัดค้านได้รับโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ในความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้คัดค้านพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560
จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมีให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (9)
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงมีคำสั่งให้ถอนชื่อ นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา ของพรรคกล้าธรรม
Advertisement